แสดงกระทู้
This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.
  Messages   Topics   Attachments  

จป.ดอทคอม Jorpor.Com สังคมดีๆของ จป.บนโลกออนไลน์ ขอบคุณทุกๆท่านที่ร่วมสร้างสังคมแห่งความปลอดภัยดีๆ แห่งนี้
  Topics - Natthanont
หน้า: [1] 2 3 ... 7
1  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป MV ปลอดภัยไว้ก่อน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมื่อ: มีนาคม 27, 2014, 09:20:29 PM
คลิป MV ปลอดภัยไว้ก่อน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

2  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / ประกาศรับสมัครจป.เทคนิคชั้นสูง/จป.วิชาชีพ ประจำท่าอากาศยานเชียงใหม่ เมื่อ: มีนาคม 26, 2014, 06:59:15 PM
บริษัท กราวด์ แม็ทชิ่ง จำกัด ประเภทกิจการ บริการภาคพื้นดินแก่อากาศยาน
ต้องการรับสมัครตำแหน่ง จป.เทคนิคชั้นสูงหรือ จป.วิชาชีพ 1 ตำแหน่ง ประจำสถานีเชียงใหม่ (ชาย/หญิง) มีสวัสดิการ,โบนัส
สนใจติดต่อ นายเบญจพล อิศรางกูร ณ อยุธยาผู้จัดการแผนกอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โทร 088-088-0723 ด่วน

::)
3  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / ไฟไหม้บ่อขยะ ย่าน แพรกษา - บางปู เมื่อ: มีนาคม 16, 2014, 09:26:10 PM
จนท.ช่วยกันระดมฉีดน้ำดับเพลิงที่โหมลุกไหม้บ่อทิ้งขยะขนาดใหญ่ที่ทิ้งร้างไว้นานหลายปี แต่ผ่านไป 5 ชั่วโมงยังไม่มีทีท่าว่าจะดับเพลิงได้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มี.ค. ร.ต.ต.เดชา กุสุมาลย์ ร้อยเวร สภ.บางปู จ.สมุทรปราการ ได้รับแจ้งเหตุเพลิงใหม่บ่อทิ้งขยะ ภายในซอย 8 นิคมอุตสาหกรรมบางปู หมู่ 4 ต.แพรกษา อ.เมือง จึงประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลแพรกษา และเทศบาลใกล้เคียงกว่า 10 คัน ไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุเป็นบ่อทิ้งขยะขนาดใหญ่ ในเนื้อที่กว่า 100 ไร่ พบเพลิงกำลังลุกโหมลุกไหม้กองขยะที่นำมาทิ้งทับถมกันจนมีความสูงหลายเมตร มีกลุ่มควันสีดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นเต็มท้องฟ้า โดยเพลิงได้ลุกลามขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว เนื่องจากขยะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ประกอบกับมีลมกระโชกแรง เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ขยายวงกว้างได้เท่านั้น เพราะปริมาณขยะที่ถูกทับถมกันหลายชั้น ทำให้เพลิงยังคงลุกขึ้นมาตลอดเวลา เบื้องต้นคาดว่าต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะสามารถดับเพลิงได้สนิท
จากการสอบสวนทราบว่าบ่อขยะดังกล่าวถูกสั่งปิดทำการมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังคงมีการลักลอบนำขยะเข้ามาทิ้งอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะขยะในโรงงานย่านนิคมอุตสาหกรรมบางปู โดยก่อนเกิดเหตุทราบว่ามีผู้ดูแลและคนงานบางส่วนกำลังคัดแยกขยะอยู่ จู่ๆ ได้เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่บริเวณกลางกองขยะ ก่อนเพลิงจะลุกลามไปอย่างรวดเร็ว คาดว่าเป็นเพราะด้านล่างของกองขยะมีการทับถมเป็นเวลานานจนเกิดเป็นแก๊สบางอย่างที่ทำให้ง่ายต่อการติดไฟ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะพยายามช่วยกันฉีดน้ำสกัดเพลิงอยู่นานกว่า 5 ชั่วโมง ก็ยังไม่สามารถสกัดเพลิงเอาไว้ได้


เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าสาเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้น่าจะเกิดจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวที่ส่องลงมาบนกองขยะ ประกอบกับมีการทับถมกันของขยะทำให้เกิดก๊าซบางอย่างที่ง่ายต่อการติดไฟ
4  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / นาทีฉุกเฉิน รอดเพราะ หมวกกันน็อค เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2014, 02:33:01 PM
นาทีฉุกเฉิน รอดเพราะ หมวกกันน็อค

[/color]
5  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ท่องเที่ยว พักผ่อน สบายๆสไตล์ จป. / หยุดเทศกาลปีใหม่ 57 กันกี่วันและไปเที่ยวไหนกันบ้างครับ เมื่อ: ธันวาคม 24, 2013, 02:18:06 PM
อยากทราบว่า  เพื่อนๆ พี่ๆ น้อง ๆ จป. หยุดเทศกาลปีใหม่ 57 กันกี่วันและไปเที่ยวไหนกันบ้างครับ

ผม   9  วัน ( 28 ธ.ค. - 5 ม.ค. )กำลังหาที่เที่ยวอยู่ครับแบบ นอนค้างสักคืน พอดี 3 วันหลัง ต้องกลับมาตรวจงาน
 ::)
6  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / ร้านบรรจุออกซิเจนกลางเมืองแปดริ้วระเบิด ฉีกร่างผู้เคราะห์ร้ายตายสยอง 3 ศพ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 11:52:33 AM
ร้านบรรจุออกซิเจนกลางเมืองแปดริ้วระเบิด ฉีกร่างผู้เคราะห์ร้ายตายสยอง 3  ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 5 ราย แถมบ้านพังนับสิบหลัง  รถที่จอดอยู่ใกล้เคียงเสียหายหลายคัน ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการตรวจสอบ



              เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 14 พ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ  สภ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดภายในร้านบรรจุออกซิเจน  ชื่อร้าน ศักดิ์ออกซิเจน ตั้งอยู่อาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ภายในตลาดฉะเชิงเทรา  ถนนมรุพงษ์ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา  จึงประสานหน่วยกู้ภัยรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ





เมื่อไปถึงพบว่าแรงระเบิดทำให้ตัวอาคารที่เกิดเหตุพังเสียหายยับเยิน  รวมทั้งอาคารและบ้านข้างเคียงได้รับความเสียหายนับสิบหลัง  นอกจากนี้ยังมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์อีกหลายคันถูกแรงระเบิดได้รับความเสีย หาย จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบเศษชิ้นส่วนมนุษย์ตกอยู่เกลื่อนกระจาย  เบื้องต้นทราบว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 5 ราย นำส่ง รพ.ใกล้เคียง  สำหรับสาเหตุอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ









           
ที่มา : dailynews.co.th
7  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / ข่าว : กทม. เตรียมจัดตั้งโรงเรียนดับเพลิง เพิ่มประสิทธิภาพงานดับเพลิงเมืองกรุง เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 11:44:46 AM
เตรียมจัดตั้งโรงเรียนดับเพลิง เพิ่มประสิทธิภาพงานดับเพลิงเมืองกรุง สร้างมาตรฐานเวลาถึงที่เกิดเหตุภายใน8นาที

พ.ต.อ.พิชัย เกรียงวัฒนศิริ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  (สปภ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ในปีนี้ สปภ.ครบรอบ 10  ปีที่มีการก่อตั้งหน่วยงาน  ในการทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของประชาชนชาวกรุงเทพฯ  และจากเหตุสาธารณภัยต่างๆ  ปัจจุบันมีสถานีดับเพลิงและสถานีดับเพลิงย่อยในพื้นที่เขตต่างๆ รวม 49  สถานี  ซึ่งในอนาคตมีแผนระยะยาวที่จะเพิ่มสถานีให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ให้เจ้า หน้าที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุภายใน 8 นาทีตามมาตรฐานของเมืองใหญ่ในโลก  ซึ่งขณะนี้สปภ.ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที โดยในระยะ 2  ปีจากนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน  ซึ่งจะจัดหาอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย  โดยเฉพาะการทำงานบนอาคารสูงและในชุมชน จึงจะจัดซื้อรถดับเพลิงขนาดสูง 90  เมตร 3 คัน หรือรถกระเช้าจากเดิมที่มีอยู่ 1 คัน  รถดับเพลิงขนาดเล็กที่มีกำลังแรงและความดันสูง 6 คัน รถมอเตอร์ไซค์ 30 คัน  เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ใช้ดับเพลิงในตรอกซอย  จัดตั้งหน่วยอาสาสมัครป้องกันภัยระดับชุมชน  จัดการฝึกอบรมดับเพลิงขั้นต้นและฝึกอพยพหนีไฟให้แก่ประชาชน  และหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน  เพื่อเป็นการป้องกันและเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุ  รวมทั้งจะจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโรงเรียนนักดับเพลิง  เพื่ออบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง  โดยเฉพาะเรื่องดับเพลิงบนอาคารสูงจากเหตุแผ่นดินไหว  เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงในอนาคต
8  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขณะขับรถ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2013, 11:37:50 AM
วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขณะขับรถ
น้องที่ทำงานทำขอนำมาแชร์ต่อครับ

 ::)
9  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Accident Incident Presentation เมื่อ: กันยายน 29, 2013, 12:15:44 AM
คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Accident Incident Presentation

10  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Confined Space เมื่อ: กันยายน 29, 2013, 12:09:49 AM
คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Confined Space

11  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Lifting Safety เมื่อ: กันยายน 29, 2013, 12:07:55 AM
คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Lifting Safety
12  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Hot Work Safety เมื่อ: กันยายน 29, 2013, 12:05:42 AM
คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Hot Work Safety
::)
13  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิปวิดีโอ Incident Scenario : Height Work เมื่อ: กันยายน 29, 2013, 12:03:20 AM
Height Work
14  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / ประกาศรับสมัครงานในตำแหน่ง หัวหน้าแผนกความปลอดภัย เมื่อ: กันยายน 15, 2013, 08:31:43 AM
 เรื่อง    ขอความอนุเคราะห์ช่วยแจ้งประกาศรับสมัครงานในตำแหน่ง หัวหน้าแผนกความปลอดภัย

 รายละเอียดประกอบ

๑. ตำแหน่งงาน หัวหน้าแผนกความปลอดภัย จำนวน ๑ ตำแหน่ง  ( ชาย/หญิง )

๒. จบการศึกษาด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มีประสบการณ์ตรงสายงาน

๓. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี

๔. มีประสบการณ์ด้านการทำกิจกรรม CCCF

๕. สามารถทำงานประจำที่จังหวัดปราจีนบุรี ( สวนอุตสาหกรรม ๓๐๔ )

สนใจติดต่อได้ที่ โทร 081 – 9473473 เพื่อนัดสัมภาษณ์ โดยตรง

ขอความอนุเคราะห์ช่วยแจ้งผู้ที่สนใจด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ
คมศร  สิทธิพงศ์
Komsorn@tkoito.co.th
15  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องโชว์ ผลงาน / กิจกรรมของสมาชิก / ซ้อมดับเพลิงเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย เมื่อ: สิงหาคม 04, 2013, 06:19:25 PM
การซ้อมดับเพลิงร่วมกับหน่วยงานอื่น
 ประจำปี ๒๕๕๖

โดย
งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย
 
16  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / บริษัท ซี.พี.จี. การ์เมนท์ จำกัด รับสมัคร จป.วิชาชีพ 1 ตำแหน่ง เมื่อ: สิงหาคม 01, 2013, 07:47:21 PM
เรียน  คุณณัฐ   รบกวนช่วยลงประกาศให้หน่อยค่ะ ที่บริษัท  รับสมัคร จป. วิชาชีพ 1 ตำแหน่ง คุณสมบัติ  จบทางด้านความปลอดภัยฯ หรือจป.อบรมได้ค่ะ   ชื่อบริษัท ซี.พี.จี. การ์เมนท์ จำกัด เลขที่ 2 ซเพชรเกษม 50/2 ถ. เพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ  กนุงเทพฯ 10106 ติดต่อคุณปุณยานุช 081-7762488         POONYANUCH  SRISONDEE <KUNG>
C.P.G.GARMENT  CO.,LTD.
2 SOI PETCHKASEM 50/2, BANGWAH,
PASRICHAROEN, BANGKOK  10160
Tel : 02-4570049 ,02-4574142-6  EXT: 121
Fax:  02-4573324
E-mail : safetycpg@castlepeak.co.th 
17  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / วิธีทุบกระจกเวลารถจมน้ำ เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2013, 09:52:34 PM
วิธีทุบกระจกเวลารถจมน้ำ


 ::)
18  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ท่านถาม พวกเราช่วยกันตอบ / รบกวนสอบถามเรื่องจป.วิชาชีพครับ เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2013, 07:26:36 AM
มีเมล์สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับ จป.มาทาง jorpor.com@gmail.com อยู่บ่อยๆ วันนี้ถือโอกาสลองคัดลอกเมล์บางส่วนมาโพสต์เว็บบอร์ดไว้  เผื่อจะได้ไม่ต้องตอบซ้ำ และ เผื่อเพื่อนๆ จะช่วยกันตอบให้สมบูรณ์มากที่สุดครับ

คำถาม [ วีระพงศ์ ศิรประชา <wirapong.t@hotmail.com> ]  13 ก.ค.2556

บุคคลที่จะมาเป็น จป.วิชาชีพในบริษัท ในปัจจุบันนี้จะต้องเรียนจบวุฒิอะไร และสาขาอะไรครับ

เนื่องจากผมโดนคำสั่งบังคับจากสวัสดิการแรงงานครับ ถ้ามีบุคคลที่เป็นจป.วิชาชีพรบกวนแนะนำด้วยครับ

วีระพงศ์  ( 084-7315099 )

ขอบคุณมากครับ


คำตอบ [ Jorpor.com <jorpor.com@gmail.com> ]

สวัสดีครับคุณวีระพงศ์

ตอบคำถามดังนี้ครับ

1. จป.ระดับวิชาชีพ หมายถึง ผู้มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้

    1.1 สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีสาขาอาชีวอนามัย หรือเทียบเท่า

    สถาบันที่ได้รับการรับรอง ---> http://www.shawpat.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=106&Itemid=143&lang=th


    1.2 สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี และได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับเทคนิคขั้นสูงมาแล้ว ไม่น้อยกว่าห้าปี และผ่านการอบรมและทดสอบในหลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 42 ชั่วโมง ชั่วโมง (หลักสูตร จป.วิชาชีพ 42 ชั่วโมง) ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2554

    1.3 เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพตามประกาศกระ ทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2540 และผ่านการอบรมเพิ่มและทดสอบ ในหลักสูตร เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 42 ชั่วโมง ชั่วโมง (หลักสูตร จป.วิชาชีพ 42 ชั่วโมง) ภายในวันที่ 20 มิถุนายน 2554

ผมแนบ กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๔๙ ตามไฟล์แนบเพื่อศึกษาเพิ่มเติมครับ


2. สามารถลงประกาศรับสมัครงานได้ที่นี่ครับ http://www.jorpor.com/forum/index.php?board=9.0
หรือส่ง รายละเอียดมาให้ผมทางเมล์นี้ได้ครับ  jorpor.com@gmail.com


ขอบคุณครับ
ณัฐธนนท์ ศ.
จป.วิชาชีพ
19  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ท่านถาม พวกเราช่วยกันตอบ / อยากให้งานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติเป็นแบบไหน เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2013, 09:28:37 AM
ไปเยี่ยมชมงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ มา รู้สึกว่าช่วงหลังๆจะเน้น ขายสินค้ากันมากกว่า เลยอยากขอความเห็นเพื่อนๆว่า

พวกเรา จป. อยากเห็นการจัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ  เป็นแบบไหน

ใครตอบโดนใจ รับหมวกเว็บ ฟรี 1 ใบครับ

 ::)
20  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ท่องเที่ยว พักผ่อน สบายๆสไตล์ จป. / ฟุตบอลเกมอุ่นเครื่องระหว่างทีมชาติไทย กับ ทีมชาติจีน ถล่มทะลาย 5-1 เมื่อ: มิถุนายน 16, 2013, 09:46:44 AM
ฟุตบอลเกมอุ่นเครื่องระหว่างทีมชาติไทย กับ ทีมชาติจีน 
เตะกันที่ประเทศจีนเมื่อวาน
ทีมชาติไทยชนะจีนไปแบบถล่มทลาย
เสียดาย  บ้านเราไม่มีการถ่ายทอดให้คนไทยได้ดูกันครับ



 :wanwan013: :wanwan013: :wanwan013: :wanwan013: :wanwan014: :wanwan014:
21  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / ขอแสดงความยินดี กับทีมดับเพลิงโรงงานสำโรง บ.Toyota เมื่อ: มิถุนายน 13, 2013, 11:37:11 AM
ขอแสดงความยินดี กับทีมดับเพลิงโรงงานสำโรงที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ทีมฉุกเฉินในสถานประกอบกิจการ งานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ครั้งที่ 27

:wanwan014: :wanwan013: :wanwan013: :wanwan013: :wanwan013:
22  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / ยาอายุวัฒนะ : ไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก เมื่อ: มิถุนายน 09, 2013, 08:20:16 AM
นำมาฝากกันครับ


สรรพคุณ :


รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (โรคหัวใจ)  เลือดข้นและเหนียว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ ลดไขมันในเลือด  (ทั้งคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ไทรอยด์ อัมพฤกษ์หรืออัมพาต  อันเนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ ละลายหินปูน อาการเมื่อยชา ตึง ปวด  และบวมตามร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหน้าแหละด้านหลัง ปวดเข่า  ปวดหลัง ขาไม่มีเรื่ยวแรง  (ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากหินปูนที่งอกพอกกระดูกสันหลังเบียดหรือทับเส้นประสาท)  โรคข้ออักเสบ เช่นข้อนิ้วมือแข็งแรงและงอไม่ลง เป็นต้น ไหล่ติด  อาการหน้ามืดบ่อยๆ หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด  เลือดหมุนเวียนได้สะดวก สร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ไม่เกิดสิว แผลสด  จะหายเร็วกว่าปกติ ใบหน้าอ่อนวัย แข็งแรงกว่าเดิม  เป็นยารักษาโรคครอบจักรวาล สำหรับผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป  ไม่มีผลข้างเคียงเพราะมาจากธรรมชาติสุดแสนประหยัด สามารถทำได้เอง และ  ได้ผลอย่างแท้จริง

ตัวยา :


1. น้ำส้มสายชูหมัก
  จากข้าวหรือผลไม้จะมีวิตามินซีสูงมาก  (น้ำส้มสายชูหมักมีสีคล้ายกับสีของน้ำชาอ่อน  ไม่ใสเหมือนสีของน้ำส้มสายชูกลั่น ซึ่งเป็นสารเคมี)  นิยมใช้เป็นส่วนผสมของน้ำจิ้มในร้านอาหารจีน,บ้านคนจีน,โต๊ะจีน ฯลฯ  ได้แก่ตรา DIAMOND เป็นน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดแท้ 100% มีกรดน้ำส้ม 42%  (ปัจจุบันมีขายใน FOODLAND เพียงแห่งเดียว มีหลายสาขา)  มีมาตราฐานการผลิตสูง น้ำส้มสีชาอ่อน สดใส เก็บไว้ได้นานประมาณ 3 ปี  จึงหมดอายุ (ดูได้ที่ขวดบรรจุ) หมายเหตุ :  น้ำส้มสายชูหมักมีคุณภาพเหมาะสมต้องมีกรดน้ำส้มอยู่ประมาณร้อยละ 4.2 ถึง  4.5 และต้องทำให้เปลือกไข่นิ่มลงหลังจากดองได้ 1-2 วัน  อาจสังเกตเพิ่มเติมได้ว่า ทันทีี่เริ่มดองจะมีก๊าซเล็กๆ (ฟองอากาศ)  จำนวนมากผุดออกมาจากเปลืองไข่ในส่วนทีี่สัมผัสกับน้ำส้มสายชูหมัก

2. ไข่ไก่สดใหม่
8 ฟอง ต่อน้ำส้มสายชูหมัก 1 ขวด  (ถ้าทาน 2 คนใช้ไข่ไก่ 16 ฟอง ต่อน้ำส้ม 2 ขวด ไข่ไก่ขนาดเล็กเบอร์ 3 หรือ  เบอร์ 4 จะเหมาะที่สุด) ห้ามแช่เย็นมาก่อน ถ้าใช้ไข่จะเน่าเสียทั้งหมด  เสียทั้งน้ำส้ม ไข่ และเวลา
3. โหลแก้ว เท่านั้น ขนาดเบอร์ 8 จำนวน 2 ใบ การณีที่ต้องการทานยาต่อเนื่อง ซึ่งไข่จะไม่ซ้อนกัน เพราะหากซ้อนกันมากไข่มีโอกาสแตกได้ง่าย

การเตรียมยา :

 เช็ดผิวไข่ให้ สะอาด อาจแช่น้ำหรือขัดในน้ำให้สะอาดเบาๆ  เช็ดให้แห้งนำไปเรียงในโหลแก้ว เทน้ำส้มสายชูโดยให้น้ำสายส้มชูท่วมไข่ (1  โหลต่อไข่ 8 ฟอง) ทิ้งไว้นาน  4-5 วันเต็ม  ยาจะได้พอดีเปลือกไข่จะยุบเหมือนแป้ง ไข่จะนิ่มทั้งฟอง  ภายในหนึ่งหรือสองวัน ไม่ควรปิดฝาขวดให้แน่น  เพื่อให้แก๊สที่เกิดระบายสู่บรรยากาศได้โดยง่าย  หลังจากนั้นควรปิดฝาขวดโหลครบ 4-5 วัน นำไข่ออกมารับประทานวันละ 1 ฟอง  จนหมดจึงทิ้งน้ำส้ม ทานติดต่อกันไปจึงได้จะได้ผลเร็วมาก

การรับประทานยา :

นำไข่ซึ่งนิ่ม 1 ฟอง เปิดน้ำประปาล้างไข่พร้อมใช้นิ้วลูบเปลือกไข่เบาๆ  เปลือกไข่จะยุ่ยหลุดออกมาเหมือนแป้งจนเกือบหมดเหลือเพียงเยื่อใสๆ  ซึ่งหุ้มไข่ขาวและไข่แดงอยู่ภายใน นำไข่ใส่แก้ว เจาะเยื่อหุ้มไข่  (วางไข่ในแก้ว ป้อง ไข่กระเด็น แล้วใช้ไม้จิ้มฟันเจาะเอาเยื้อหุ้มไข่ทิ้ง)  นำไข่แดงและไข่ขาวมารับประทานหลังอาหารเช้า วันละ 1 ฟอง ห้ามทานตอนท้องว่าง  ถ้ารับประทานยากให้ผสมน้ำผึ้งก็ได้แต่ผสมกับน้ำเชื่อมจะคล้ายบัวลอยทานง่าย  ที่สุด ห้ามทำให้สุกเด็ดขาด น้ำส้มจะเสื่อมสภาพ  หลังรับประทานแล้วให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาให้มากๆ  ทั้งวันเพื่อระบายท้องเสีย  หลังทานยาห้ามดื่มน้ำเย็นทันทีเพราะอาจทำให้คลื่นไส้ได้   ถ้าหายดีแล้วควรทานเป็นประจำ แต่ลดยาลงเหลืออาทิตย์ละ 2-3 ฟอง  (ทุกครั้งที่ทานยาห้ามนอนทันี แต่ควรทำอะไรไปพรางก่อนเพื่อให้ยาเดิน  สำคัญมาก) การทานหลังอาหารมื้อเช้าประมาณ 10-15 นาที จะดีที่สุด  แล้วทานน้ำมะนาวหรือของเปรี้ยวอื่นๆ ชิ้นเล็กๆ ตบท้าย จะช่วยให้รู้สึกดีมาก  มีน้อยมากที่จะพบเฉพาะบางท่านเท่านั้น ที่รับประทานยาติดต่อกันหลายวัน  อาจมีอาการร้อนใน เช่น ปากเป็นเม็ด ริมฝีปากแห้ง หรือมีขี้ตา เป็นต้น  ควรหยุดทานยาชั่วคราว แล้วแก้อาการร้อนในด้วยการรับประทาน ยาเขียวตราใบห่อ  ชนิดระบายอ่อน ในบางกรณีอาการปวดหรือชาอาจมากขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน  ให้อดทนรับประทานต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการจะดีขึ้น เห็นได้ชัด  เนื่องจากเป็นช่วงยาออกฤทธิ์ใหม่ๆ  ขับอาการของโรคออกแล้วจะรู้สึกดีขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยอยู่





ประวัติและการวิเคราะห์การทำงานของยา :

ไข่ดองน้ำส้ม สายชูหมัก  เป็นตำรายาโบราณของจีนในสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้สืบทอดต่อมาจนถึงนี้  ได้เผยแพร่ไปทั่วแถบเอเชีย และในหมู่ชาวจีน ในประเทศอเมริกา  ผู้นำตำรามาเผยแพร่คนแรกได้นำยามาทานเอง และแนะนำให้เพื่อนฝูงทานด้วย  ได้ผลดีเหมือนปาฏิหารย์สามารถรักษาโรคได้หลายโรค  โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคของผู้สูงอายุ ผู้เผยแพร่ทานยา ไปแล้วกว่า 100 ฟอง  ได้ผลดีเหมือนอย่างหนังกำลังภายใน สังเกตจากการเดินขึ้นบันได จะไม่เหนื่อย  เหมือนแต่ก่อน เพราะหัวใจจะแข็งแรงมากเป็นพิเศษ  ต่อจากนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ได้แก่
  • ผู้มีอาการเสี่ยงต่อการช๊อก ได้แก่โรคหัวใจ (เจ็บแปลบๆ ปวดจี๊ด สาเหตุ  เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพราะเส้นเลือดฝอยตีบ) ,  ผู้ที่เคยผ่าตัดหัวใจ (ทำบายพาสมาแล้วแต่เป็นซ้ำอีก) , หัวใจโต ,  ผู้มีน้ำตาลในเลือดสูงมากถึงขึ้นต้องฉีดอินซูลิน , ผู้มีความดันโลหิตสูง  เส้นเลือดฝอยมีโอกาสเปราะแตะอาจะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ  อาการเสี่ยงเหล่านี้จะหมดไปอย่างรวดเร็วในทันทีที่เริ่มทานไข่ดองน้ำส้ม  สายชูหมักซึ่งจะรู้สึกได้เอง ยิ่งสามารถทานต่อเนื่องได้ทุกวัน  ผู้ป่วยจะรู้สึกได้เองว่ายานี้ได้ผลดีจริงในระยะเวลาที่เร็วมาก  อีกทั้งน้ำส้มสายชูหมักมีวิตามินซีสูงมากทำให้เส้นเลือดเหนียว  และเปราะแตกได้ยากมาก
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจขอแพทย์เป็นตัวเลขยืนยันชัดเจน  เมื่อทานยาติดกันประมาณ 30 ฟอง แล้วไปให้แพทย์เจาะเลือด  ผลประากฎว่าระดับน้ำตาล , ความดัน , ครอเรสเตอรอล ไตรกรีเซอร์ไรด์  จะลดลงใกล้เคียงปกติทุกคน ยังไม่เคยมีใครทานยานี้แล้วไม่ได้ผล  เพียงแต่ต้องทำยาให้ถูกต้อง และทานยากให้ต่อเนื่องจึงจะถูกวิธี  โดยผู้ป่วยทุกรายยืนยันเองได้ผลจริง และได้ผลเร็วเกินคาด
  • โรคต่างๆ ที่เกิดจากหินปูนกดทับเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว ได้แก่  อาการเมื่อย ชา ปวด บวม ข้อและเข่าอักเสบ ไหล่ติดนิ้วมือเท้าแข็ง ตับ ไต  ไทรอยด์ นอนไม่หลับ ฯลฯ รักษาได้ผลดีรวดเร็วมาก เพราะ  น้ำส้มจะละลายหินปูนตามข้อต่างๆ รวมทั้งนิ่วและในไต  น้ำส้มจะทำให้เส้นประสาทสั่งการจากสมองทำงานได้สมบูรณ์ด้วยการทำความสะอาด  เส้นเลือดฝอยทุกเส้น ทำให้เลือดเดินได้สะดวก อวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ตับอ่อน  ไต หัวใจ ม้าม ฯลฯ ก็สามารถฟื้นตัวทำงานได้ปกติ  โดยอาศัยความสามารถของไข่ไก่  เป็นตัวพาน้ำส้มไปทำความสะอาดผนังหลอดเลือดในรูปของสารอาหารเพราะน้ำส้ม  สายชูหมักถือเป็นสิ่งแปลกปลอมทางร่างกาย รับประทานโดยตรงร่างกายจะไม่ดูดซึม  และขับออกทั้งหมดทางปัสสาวะจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์โดยตรงได้
  • น้ำส้มสายชูหมักในไข่ไก่  จะละลายหินปูนและทำความสะอาดผนังทางหลอดเลือดทั่วร่างกาย  แม้แต่ในกระดูกตั้งแต่เส้นเลือดใหญ่จนถึงเส้นเลือดฝอยอย่างละเอียดทำให้  ปัญหาในการอุดตันในเส้นเลือดฝอยที่เป็นเส้นประสาทสั่งการสำคัญๆ สะอาด  เลือดไหลเวียนสะดวก ทำให้ยานี้รักษาโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตหายและได้ผลจริง  โดยหลักการที่ว่าเมื่อหลอดเลือดสะอาดจะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อทั่วร่างกายฟื้น  ตัวกลับสู่ปกติ  เพราะได้รับสารอาหารและออกซิเจนจากเลือดอย่างพอเพียงและทั่วถึง  และดึงของเสียที่เกิดจากการใช้งานขอเซลล์กลับออกมาทำให้ปราศจากเซลล์เสียใน  ร่างกายเท่ากับการป้องกันและยับยั้งการเกิดการขยายตัวของเซลล์มะเร็วโดย  อัตโนมัติ ทานยานี้เป็นประจำจะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้ทุกชนิดดังกล่าวมา  นับว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่มีสรรพคุณวิเศษต่อมวลมนุษย์อย่างแท้จริง  เพราะราคาถูกทำเองได้ง่ายๆ  ไม่ต้องทานยาแนปัจจุบันที่เป็นสารเคมีและราคาแพงไปตลอดชีวิต  แต่อาการทรงตัวไม่สามารถหายขาดได้  และยังมีผลข้างเคยีงติดตามมาเป็นอันตรายต่อตับและไตอย่างมาก
  • ยาไข่ดองน้ำส้มสายชูหมักนี้ใช้ได้ผลดีจริง  และได้ผลรวดเร็วมากอย่างน่าทึ่ง เท่าที่ทราบ  ยาชนิดนี้เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยมากกว่า 50 ปีแล้ว  แต่ที่ไม่แพร่หลายในสังคมไทยอย่างเปิดเผยเป็นทางการเพราะ  โรคดังกล่าวเป็นของผู้สูงอายุเป็นโรคเดียวกับที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาอยู่  ทั่วโลก เพราะผู้สูงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป  มีจำนวนมากที่สุดในโลกเป็ฯกลุ่มมีรายได้มีกำลังซื้อยาสูง  และจำเป็นต้องซื้อยาในราคาแพง เพราะป่วยจึงไม่มีทางเลือกทั้งคนรวยคนจน  แต่คนจนมีมากกว่าจึงได้รับความเดือนร้อนทางการเงินมากกว่าซึ่งหากยานี้ได้  รับการยอมรับอย่างเปิดเผยเป็นทางการ  ก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจการขายยาโดยทั่วไป  แต่คงไม่นานนักเนื่องจากยานี้เป็นสูตรยาโบราณของคนจีน  ส่วนใหญ่รู้จักในหมู่คนจีน แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก  และยังเป็นยาที่ทำยากและทานยาก จึงไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก  เพียงสนใจเป็นกลุ่มๆ เท่านั้น  แต่ถือเป็นโชคดีอย่างมหาศาลหากผู้ป่วยท่านใดมีโอกาสได้ทานยาเพื่อพิสูจน์  คุณภาพยาขนานนี้ด้วยตนเองก็จะช่วยให้หายป่วยได้อย่างรวดเร็วรามปาฏิหารย์  ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างยิ่ง
พิมพ์จากแผ่นปลิวเรื่อง “ยาอายุวัฒนะไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก”
23  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / เคล็ดลับเลิกบุหรี่...ทำได้่ ง่ายนิดเดียว เมื่อ: มิถุนายน 01, 2013, 12:12:28 PM
เคล็ดลับเลิกบุหรี่...ทำได้่ ง่ายนิดเดียว
24  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / Animation of Fire at Chevron's Richmond Refinery, August 6, 2012 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2013, 08:43:11 PM
Animation of Fire at Chevron's Richmond Refinery, August 6, 2012



ที่มา : CSB
25  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิปวิดีโอ Hot Work: Hidden Hazards เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2013, 08:36:25 PM
คลิปวิดีโอ Hot Work: Hidden Hazards



ที่มา : CSB
26  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / บ้างาน อันตรายถึงชีวิต เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2013, 03:10:43 PM
      ทำเป็นเล่นไป ทั่วโลกมีคนตายเพราะบ้างานมาแล้วหลายต่อหลายศพ เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องชวนหัว ไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใด

       โรคติดงาน (Workaholic) หรือ โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)  มักถูกเหมาเรียกรวมว่า “โรคบ้างาน” ที่ผ่านมาพบมากในประเทศญี่ปุ่น  ปัจจุบันมีให้เห็นเยอะแยะในประเทศไทย




        โรคนี้มักเกิดกับผู้มีบุคลิกเป็นคนสมบูรณ์แบบ เจ้าระเบียบ ชอบแข่งขัน มีความทะเยอะทะยาน เอาจริงเอาจัง
จิตใจสุขสมเมื่อได้ทำงาน หมกมุ่นคิดวนเวียนอยู่กับการทำงาน กว่าค่อนของความคิดผูกติดอยู่กับงาน งาน งาน และก็งาน
อาการเบื้องต้นด้านร่างกาย เริ่มจากปวดหัว ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดท้ายทอย  สายตาพร่ามัว ปวดกล้ามเนื้อตา นำมาซึ่งโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคหัวใจ  โรคกระเพาะ เบาหวาน และความดัน
อาการเบื้องต้นด้านอารมณ์ เริ่มจากมองอะไรขวางหูขวางตา  เกรี้ยวกราดกับเพื่อนร่วมงาน การพูดคุยไม่เหมือนเดิม  จะให้ความสนใจแต่เฉพาะในเรื่องของการทำงาน  จนส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว

หน ทางเยียวยา ... เริ่มรักษาได้ด้วยตนเอง  ต้องปรับพฤติกรรมลดความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินพอดี  ใช้เวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน  และควรมีการผ่อนคลายในระหว่างการทำงาน เช่น หลับตา หายใจลึกๆ สักพัก  และระหว่างเวลาทำงานในทุก 1 ชั่วโมง ควรใช้สมอง 45 นาที แล้วพัก 10 - 15  นาที

         ว่าไปแล้ว “โรคบ้างาน” ยังน้อยเกินไป ถ้าเทียบกับโรค Death from Overwork หรือโรคคาโรชิ
โรคนี้เป็นแล้วตาย ต้องตายสถานเดียว!
โรคคาโรชิ มักเกิดขึ้นกับคนขยัน  คนทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำจนร่างกายรับไม่ไหว  บ่อยครั้งที่พบผู้ป่วยด้วยโรคนี้เสียชีวิตอย่างง่ายๆ เช่น  นั่งรถประจำทางอยู่ดีๆ ก็ตาย หรือนอนพักอยู่ก็ดับเอาดื้อๆ
ที่น่าตกใจ คือ หลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้แล้ว จึงยังคงทำพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมๆ
สัญญาณของโรคคาโรชิ คล้ายคลึงกับออฟฟิศซินโดรม และเช่นเดียวกัน คือ  โรคคาโรชิอาจทำให้เกิดโรคร้ายหลายๆ โรคตามมา  สืบเนื่องจากความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ  เมื่อยังไม่เลิกพฤติกรรมเดิมๆ ห่วงแต่งาน เครียดแต่งาน กังวลเรื่องงาน  จนไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ไม่มีเวลาผ่อนคลาย
คงหนีไม่พ้น ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ โรคกระเพาะอาหาร โรคเกาต์ ไตวาย  อัมพาต ถุงลมโป่งพอง มะเร็ง อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคประสาท ฯลฯ
ทางเดียวที่ป้องกันได้ คือ จัดสรรเวลาทำงานให้ถูกต้อง  รู้ว่าเวลาไหนควรจะพักผ่อนได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องตรากตำทำงานหนักเกินไป  รู้จักผ่อนยาวผ่อนสั้น และหากหาทางออกไม่ได้ ลองปรึกษาแพทย์  หรือขอคำปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1667 ดู
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดย ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
27  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / โรคของคนทำงานเป็นกะ เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2013, 03:03:23 PM
โรคที่เกิดจากการทำงาน  เช่น การทำงานหนักเกินไปไม่มีเวลาพัก ลักษณะของงาน พื้นที่ปฏิบัติงาน  ท่าทางที่ใช้ในการทำงาน ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดอาการป่วย  เช่นเดียวกับเวลาทำงาน อาชีพ หมอ พยาบาล กุ๊ก ทำร้านอาหารกลางคืน  คนงานกะดึก เสี่ยงมีโรคมากมายที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว

      คุณสมจิตร คน กรุงเทพฯ ตัวกลมใช้ได้ทีเดียวน้ำหนักประมาณ 75 กิโลกรัม เข้ามาปรึกษาเมื่อ  30 ก.ค.2555 ด้วยอาการเรอบ่อยมากๆ ไม่เลือกเวลา  หลังมื้ออาหารจะแน่นท้องปวดท้องหลัง บางครั้งก็คลื่นไส้อาเจียน  ทานอะไรเข้าไปก็ออกมาแบบนั้นเหมือนไม่ถูกย่อยเลย แถมมีน้ำย่อยเหนียวๆ  ออกมาด้วย กินก็กินไม่ได้ ถ่ายก็ถ่ายไม่ออก เวียนหัวทุกวัน ทำงานไม่ได้เลย

     จากการซักประวัติรู้ว่า  เธอทำงานเป็น “กุ๊ก” อยู่ที่โรงแรม มีปัญหาเรื่องทานอาหารไม่เคยตรงเวลา  เนื่องจากจะต้องสลับเวลาเข้ากะ เช้า บ่ายและเย็น ครั้งละ 15 วันวนไปเรื่อยๆ  กะเช้าหรือกะบ่ายไม่ค่อยเป็นปัญหา แต่ปัญหาเกิดในกะกลางคืน  เมื่อออกกะตอนเช้าทีไร สภาพเรียกว่าดูไม่จืด ตัวเย็น แขนขาชา มึนศีรษะไปหมด  พอทานอาหารอะไรก็อยากจะอาเจียนให้ได้ มีลมเรอได้ทั้งวัน

        ผมจึงจัดยาช่วยย่อยอาหารให้กับเธอ เพื่อให้กลับมาย่อยอาหารให้ดี  เลือดและสารอาหารในเลือดจะได้กลับมา ประกอบด้วยยากระเพาะอาหาร (ขมิ้น ขิง  โกฐเขมา) สูตรของคุณหมอแดง เพื่อช่วยให้หลั่งน้ำย่อยได้มากขึ้น  ทานน้ำเอนไซม์หลังอาหารทุกมื้อ  เพื่อช่วยย่อยอาหารให้เปลี่ยนเป็นสารอาหารในเลือดมากขึ้น  ขับลมและอาหารเก่าๆ ในลำไส้ที่สร้างลมตลอดเวลาด้วย  ยาธรณีสัณฑะฆาตจุกแน่นเมื่อไหร่ก็ให้ทานยาหอมอยู่เรื่อยๆ
ผลที่ได้คือ เธอหายไปเกือบ 7 เดือน และเพิ่งกลับมาเล่าอาการให้ฟังว่า  เป็นมากกว่าเดิม มีลมจุกแน่นหายใจแทบไม่ได้เลย  ช่วงนี้มึนศีรษะไปหมดนอนไม่หลับ ทานอาหารไม่รู้รส  วันนี้ที่มาหาหมอยังไม่ได้นอนเลย หน้าตาซีดเซียว ริมฝีปากซีดแห้งแตก  ลิ้นแห้งแตกไม่มีสี ตาลอย ฝ้าขึ้นเต็มหน้าคันไปทั่วทั้งตัว
เธอเล่าว่า ช่วง 3 เดือนแรกที่ทานยา  อาการที่มีลมมากในท้องในร่างกายหายเป็นปลิดทิ้ง  เห็นว่ามียาดีเลยกลับไปทำงานหนักๆ ได้ แล้วก็มาซื้อยาของหมอทานอยู่เรื่อยๆ  แต่หลังจากนั้นเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ตอนนี้อยู่ได้ด้วยยาแก้แพ้ช่วยให้นอนหลับ  ยาแก้ปวดเพื่อลดอาการปวดท้องนี่คือโรคที่เกิดจากการทำงานเป็นกะ แต่ เธอแย่ไปกว่านั้นคือเป็นกะที่ไม่ตรงเวลา ต้องวนไปเรื่อยๆ ทุก 15 วัน  ร่างกายปรับตัวตามไม่ทัน ไม่รู้ว่าต้องหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหารตอนไหน  ในเมื่อกระบวนการย่อยอาหารแย่ลงทุกวันก็มีผลทำให้สารอาหารในเลือดน้อยลงไป เรื่อยๆ เกิดอาการสารอาหารไม่พอ มึนศีรษะหมดแรง เมื่อไม่มีเลือดไปเลี้ยงไต  ทำให้เธอเริ่มนอนหลับไม่สนิทตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น  ไม่มีสารอาหารในเลือดไปที่ตับ ของเสียในเลือดไม่ได้ถูกกำจัด  จะมีฝ้าขึ้นหน้า ตาลอย ผิวแห้งคันไปทั้งตัว

     เธอตัดพ้อว่า ตอนสาวๆ  ทำงานยิ่งกว่านี้ไม่เห็นเป็นอะไร เดี๋ยวนี้นอนน้อยวันเดียวนี่จะตายให้ได้  วิธีแก้ไขอาการของโรคอาหารไม่ย่อย และมึนศีรษะอย่างมากของเธอ  แค่การใช้ยาสมุนไพรอย่างเดียวคงไม่ได้ผล เพราะร่างกายอ่อนแอเกินไป  ผมจึงต้องบอกให้เธอรีบพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ทานอาหารเป็นเวลามากขึ้น  ฝากใบรับรองแพทย์เป็นจดหมายให้เธอไปยื่นกับเจ้านายว่า  ขอความอนุเคราะห์ให้คุณสมจิตรทำงานเป็นกะเช้าหรือบ่าย  เพียงอย่างเดียวเพราะขณะนี้เธอมีร่างกายทรุดโทรมมาก  จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถพร้อมกับจัดยาช่วยย่อยอาหารขนาน เดิมที่เคยให้เมื่อ 7 เดือนที่แล้ว ร่วมกับการทานโสมบำรุงร่างกาย  เมื่อกระเพาะอาหารแข็งแรงก็จะสร้างสารอาหารในเลือดได้มากขึ้น  แต่หลังจากนี้เธอคงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่  มาเป็นทำงานกลางวันนอนกลางคืนเหมือนคนทั่วไป  เพื่อให้ร่างกายได้มีโอกาสซ่อมแซมตัวเองก่อนที่จะสายเกินไปครับ
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย หมอแดง หมอนัท ดิ อโรคยา
28  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / 3 เสี่ยง ที่เกิดกับหน้าฝน! เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2013, 02:59:44 PM


   เตือนระวัง  โรคระบบทางเดินหายใจ-ทางเดินอาหาร-อุบัติเหตุ เสี่ยงหน้าฝน  พร้อมแนะอาการที่เข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉิน ชี้หากพบเห็นให้รีบโทรแจ้งสายด่วน  1669


       นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า โรคที่มักจะเกิดขึ้นในฤดูฝนคือ โรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินอาหาร และ โรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจ เพราะเมื่ออากาศมีความชื้นมาก จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะ โรคปอดบวม  ที่เป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ  โดยปอดเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ  อาการเบื้องต้นจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอแห้ง  มีเสมหะปนเลือด จามคัดจมูกเจ็บหน้าอกและมีอาการท้องเสียร่วมด้วย

       ทั้งนี้หากท่านพบเหตุผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวมและอาการเข้าขั้นฉุกเฉิน  คือ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ มีเลือดหรือเสมหะปริมาณมากในปาก  หายใจเสียงดังโครกคราก ตัวซีดเหงื่อท่วมตัว  และต้องลุกนั่งหรือพิงผนังหรือยืนเพื่อให้หายใจได้ ควรรีบโทรแจ้งสายด่วน  1669 เข้ามารับผู้ป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่โรงพยาบาลให้ได้อย่างทันท่วงที

       สำหรับ โรคทางระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน  เป็นเพราะเกิดจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและการรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ  หรือรับประทานอาหารที่ทิ้งไว้ข้ามคืน จะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน  อาหารเป็นพิษหรือโรคบิดได้ง่าย  ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวและอาเจียนอย่างรุนแรง  มีอาการหายใจขัด ถือว่าเข้าขั้นฉุกเฉิน  ให้รีบโทรแจ้งขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้ในช่วงฤดูฝนยังพบว่า มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุค่อน ข้างมาก เนื่องด้วยถนนที่ใช้ในการขับขี่ยวดยานพาหนะจะลื่นและเปียก  ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้นผู้ใช้รถใช้ถนนควรขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง  เช็คสภาพเบรกรถ ไฟสัญญาณรถ และไฟส่องสว่างภายในรถ รวมถึงยางรถยนต์  ที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา และพกเบอร์โทรฉุกเฉิน  ไว้ในรถอยู่เสมอเพื่อความไม่ประมาท
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
29  พันธมิตรเครือข่ายความปลอดภัย จป.ดอทคอม / สมาคมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจังหวัดสมุทรปราการ / สมาคมฯจป.สมุทรปราการจัดสัมมนา การบริหารความปลอดภัยเพื่อเข้าสู่ AEC เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2013, 05:33:49 PM
สมาคมฯจป.สมุทรปราการจัดสัมมนา การบริหารความปลอดภัยเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ( AEC )

วันที่     18  พฤษภาคม  2556
เวลา     12.00  - 16.30   น.
วิทยากรรับเชิญ    อาจารย์โสภณ  พงษ์โสภณ
สถานที่   ห้องประชุม TBA ชั้น 2  โรงแรมเดอะคัลเลอร์ลิฟวิ่ง  ถ.เทพารักษ์  สมุทรปราการ


ขอเชิญชวนเพิ่มเติมสำหรับ บุคคลทั่วไป นอกเหนือจากสมาชิกสมาคมฯ ซึ่งส่งจดหมายถึงโดยตรง ครับ
 ::) :wanwan014: :wanwan014: :wanwan014: :wanwan014:


 
30  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / วิดีโอ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัย ในโรงงาน พศ2552 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2013, 07:30:00 PM
วิดีโอ ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัย ในโรงงาน พ.ศ. 2552


ลิ้งค์ดาวน์โหลด --> http://www.diw.go.th/hawk/news/Fire.rar

 ::)

ที่มา : กระทรวงอุตสาหกรรม
 
31  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / 1 พฤษภาคม วันแรงงานแห่งชาติ ขอให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน มีความปลอดภัยในการทำงาน เมื่อ: พฤษภาคม 01, 2013, 01:11:26 PM
1 พฤษภาคม วันแรงงานแห่งชาติ  ขอให้พี่น้องผู้ใช้แรงงาน มีความปลอดภัยและมีความสุขในการทำงาน  พวกเรา เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ( จป.) สัญญาว่าจะทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย กับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน อย่างดีที่สุด  สุดความสามารถของพวกเรา

 :wanwan013: :wanwan014: :wanwan020: :wanwan020: :wanwan020: :wanwan020:
32  กองทุนเว็บ และกฎระเบียบการใช้งานเว็บบอร์ด / ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาในการใช้งานเว็บบอร์ด / แจ้งเพื่อทราบ กรณีเว็บมีปัญหา ช่วยแจ้ง Admin ด้วยครับ เมื่อ: เมษายน 26, 2013, 08:46:48 PM
สวัสดีครับ เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่าน

     ช่วงนี้พบว่าเว็บมีปัญหาเรื่องฐานข้อมูล ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าใช้งานได้ ซึ่งกว่า Admin จะทราบก็ ตอนเย็นเลิกงานกลับบ้าน  เนื่องจาก Admin บางวันอาจติดภาระกิจในการปฏิบัติ ภารกิจ ของ จป.วิชาชีพ  ไม่ได้เข้ามาดูเว็บ

    ดังนั้นต้องขอรบกวน เพื่อนๆสมาชิกอาสาสมัคร หากพบปัญหา ช่วยแจ้ง Admin ด้วยนะครับโดยวิธีการดังนี้  ( รบกวนจดไว้ด้วยครับ )

1. โทร.แจ้งที่เบอร์  085-111-7557  เบอร์ที่ทำงาน 02-386-1479 ( Toyota )

2. อีเมล์   jorpor.com@gmail.com, satekulpanich@gmail.com, nsatekul@toyota.co.th


ขอบคุณมากครับ
ณัฐธนนท์   เศรษฐ์กุลพาณิช
 ::) :wanwan017: :wanwan017: :wanwan017: :wanwan017: :wanwan017:


33  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / จป.วิชาชีพไม่มีมาหลายเดือนแล้ว รบกวนประชาสัมพันธ์ให้ด้วยครับ เมื่อ: เมษายน 19, 2013, 09:42:15 PM
มีจดหมายถึงผมให้ช่วยประกาศหา จป.วิชาชีพ ตามข้อความด้านล่างครับ
 ::)





สวัสดีครับ

ผมติดตาม jorpor.com ต่อเนื่องแต่ไม่ได้เป็นสมาชิก  ขณะนี้ จป.วิชาชีพไม่มีมาหลายเดือนแล้ว รบกวนประชาสัมพันธ์ให้ด้วยครับ

ทำงานที่บริษัทฯ   เงินเดือนเสนอให้ 18,000 บาท ทำงานที่ชลบุรีเฟส 4  ตลอดปีนี้  ปลายปีปรับประจำปีอีกครั้งหนึ่ง

สวัสดิการมีเบี้ยขยัน   โบนัสปีละ 1 ครั้ง  รถรับส่ง  ทำงานเกี่ยวกับ จป.โดยเฉพาะ  ติดต่อ กมล 084-2176450 หรือคุณสมโภชน์

081-545-7785 ชายหรือหญิงก็ได้

Bgrs
34  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องพูด คุย สาระความปลอดภัยทั่วไป แบ่งปันไฟล์ข้อมูลความรู้ / 13-15 เมษายน 2556 จป.ท่านใดยังมาทำงานบ้างครับ เมื่อ: เมษายน 14, 2013, 11:12:08 AM
13-15 เมษายน 2556 จป.ท่านใดยังมาทำงานบ้างครับ

วันนี้ ยังคงมาตรวจงานวันหยุดเหมือนเดิม ครับผม
งานเยอะ เดินตรวจแบบ เหนื่อยเลยทีเดียว

 :wanwan020:

16 - 19 เมษายน  ไปต่างจังหวัดครับ ( ลาพักร้อนเพิ่ม )
 :wanwan013:
35  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / รวมๆ คลิปวิดีโอ รณรงค์ความปลอดภัยจากการจราจร เมื่อ: เมษายน 12, 2013, 08:14:47 AM
เทศกาลสงกรานต์ ขับขี่ปลอดภัยนะครับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ
ถือโอกาส รวมๆ คลิปวิดีโอ รณรงค์ความปลอดภัยจากการจราจร
เอามาให้ชมกันครับ

กรมการขนส่งทางบก

Safety First : รณรงค์ขับขี่ปลอดภัย


 ::)
36  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องโชว์ ผลงาน / กิจกรรมของสมาชิก / Advance Fire fighting team Samrong plant Group 2 (16-17 Mar 13) at Lopburi เมื่อ: เมษายน 05, 2013, 05:45:16 PM
Refreshment Advance Fire fighting team Samrong plant Group 2 (16-17 Mar 13) at Loburi
37  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / ปรับพฤติกรรมสุขภาพหน้าร้อนรับมือโรคฮีทสโตรก เมื่อ: มีนาคม 31, 2013, 12:26:59 AM
        หมอกรมการแพทย์แนะรับมืออากาศร้อน จัดให้อยู่ในที่ร่ม หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้า  ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


          นายแพทย์จิโรจ สินธวานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิด เผยว่า จากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงนี้    ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาโดยเฉพาะโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด  ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงและได้รับความร้อน มากเกินไปทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมองในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของ ร่างกายทำให้มีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส  ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง


            สัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคฮีทสโตรก คือไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อน  หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ  รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ  คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน  เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน   รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัว  ลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา  ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น   และถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ  ไปที่จะมีเหงื่อออกด้วย สำหรับผู้ที่มี ความเสี่ยงในการเกิด  โรคฮีทสโตรก  คือ ผู้สูงอายุ  เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด   ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง   เช่น  โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงนักกีฬา  และทหารที่เข้ารับการฝึก  โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด


     สำหรับการปรับพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคฮีทสโตรก  คือ ดื่มน้ำ 1-2  แก้ว ก่อนออกจากบ้าน ในวันที่มีอากาศร้อนจัด  ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน  โปร่ง ไม่หนา น้ำหนักเบา  และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้  และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน  ควรดื่มน้ำ   ให้ได้ชั่วโมงละ 1 ลิตร แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม  และแม้จะทำงานในที่ร่มก็ควรดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว   ก่อนออกจากบ้านควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าSPF 15 ขึ้นไป  หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด  โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรืออยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน 

       หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาเสพติดทุกชนิด  ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดยให้อยู่ในห้องที่มีอากาศ ระบายได้ดี  และไม่ให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพังในกรณีที่จะต้องไปทำงาน ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด  ควรเป็นบุคคลที่มีสุขภาพแข็งแรงโดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที   เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศร้อนจัด

          รองอธิบดีกรมการแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า  หากพบเจอผู้เป็นโรคฮีทสโตรกสามารถช่วยเหลือเบื้องต้น โดยนำเข้าในที่ร่ม   นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง  ถ้ามีการอาเจียนให้นอนตะแคงก่อน  เมื่ออาเจียนแล้วให้นอนหงาย คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นออก  ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบ ตามซอกลำตัว คอ รักแร้  เชิงกราน ศีรษะ  เพื่อระบาย ความร้อนร่วมกับการใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน ราดน้ำเย็นลงบนตัว  เพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลง ให้ดื่มน้ำหรือน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทน  แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
 
ที่มา : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์
38  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / ไฟไหม้โรงงานผลิตถุงมือยาง วอดกว่า 100 ล้านบาท เมื่อ: มีนาคม 29, 2013, 06:59:18 PM
วันนี้(29 มี.ค.)  ร.ต.ท.เอกรัตน์ โลหะ ร้อยเวร สภ.ปลวกแดง จ.ระยอง  รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้ บริษัท มาสเตอร์โกลฟ อินดัสตรี จำกัด เลขที่ 25  หมู่ 1 ถนนคลองน้อย ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง  จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ  รีบเดินทางไปดูที่เกิดเหตุพร้อมด้วยนายวงศ์เทพ  เขมวิรัตน์   นายอำเภอปลวกแดง  เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบกลุ่มควันไฟสีดำพวยพุ่งลอยอยู่เต็มท้องฟ้า  จึงได้ประสานรถดับเพลิงจากนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้  องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่น้ำคู้ อบต.มาบยางพรและอบต.ใกล้เคียงจำนวน  20 คันพร้อมรถดับเพลิงโฟม รีบเดินทางมาสกัดเพลิงที่กำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง  ท่ามกลางพนักงานโรงงานแตกตื่นวิ่งหนีกันชุลมุน

ในที่เกิดเหตุเพลิงกำลังลุกไหม้รุนแรง รถดับเพลิงโฟมระดมฉีดโฟม  พร้อมรถดับเพลิงระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดไฟไม่ให้ลุกลาม  แต่เนื่องจากมีกระแสลมแรงไฟได้ลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา  ทราบเบื้องต้นว่าก่อนเกิดเหตุ พนักงานจำนวน 268 คนหยุดทำงานพักเที่ยง  พนักงานได้ยินเสียงไฟฟ้าช็อตบริเวณที่เก็บผลิตภัณฑ์ถุงมือยางกองมหึมาซึ่งมี ผ้าใบคลุม  ด้านข้างโรงงานจากนั้นไฟได้ลุกไหม้อย่างรวดเร็วไฟลุกลามไปติดอาคารโรงงานและ ไฟได้ลุกไหม้อย่างรุนแรง  ทำให้โครงหลังคาเหล็กถูกไฟเผาจนทำให้โครงเหล็กหลังพังยุบตัวลงมา  ไฟได้ลุกลามไปติดสวนยางพาราชาวบ้านที่อยู่ใกล้โรงงานต้นยางถูกไฟไหม้ได้รับ ความเสียหายประมาณ 10 ไร่  เจ้าหน้าที่ได้ประสานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้มาตัดไฟ ด้านนายอิศราเทพ เทพนรินทร์ ผู้จัดการโรงงาน กล่าวว่าบริษัท  มาสเตอร์โกลฟ อินดัสตรี จำกัด  เป็นโรงงานผลิตถุงมือยางในครัวเรือนจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ  มีพื้นที่โรงงานประมาณ 16 ไร่  พื้นที่โรงงานประมาณ 9 ไร่  ขณะเกิดเหตุเพลิงไหม้อยู่ในช่วงพักเที่ยง พนักงานหยุดรับประทานอาหาร  พนักงานได้ยินเสียงไฟฟ้าช็อตบริเวณจุดเกิดเหตุและเกิดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว  ไม่มีพนักงานได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด  คาดว่าสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้คือไฟฟ้าลัดวงจร  เบื้องต้นยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้  ซึ่งทางบริษัทฯมีประกันภัยแต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้
นายวงศ์เทพ  เขมวิรัตน์  นายอำเภอปลวกแดง  กล่าวว่าหลังได้รับรายงานได้รีบเดินทางมาอำนวยการดับเพลิง  เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจาก อบต.ใกล้เคียงจำนวน 20 คัน  เดินทางมาช่วยดับเพลิงใช้เวลานานกว่า 2  ชม.เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้ไฟได้ลุกไหม้อาคารโรงงานได้รับ ความเสียหายไปประมาณ 70 % .
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนพนักงานเพื่อหาสาเหตุของการเกิดเพลิงลุก ไหม้ในครั้งนี้  และจะได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของการ เกิดเพลิงลุกไหม้ในครั้งนี้อีกครั้ง สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร  ส่วนค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท


ที่มา : http://www.dailynews.co.th/thailand/193933
39  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / แนะสวมแว่นกันแดด ปกป้องสายตา-ลดอุบัติเหตุ เมื่อ: มีนาคม 24, 2013, 10:45:18 PM


      กรมควบคุมโรค  แนะนำผู้ขับรถส่วนตัวและสาธารณะ  ก่อนออกเดินทางเตรียมรถและเตรียมร่างกายผู้ขับรถให้พร้อม  เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและป้องกันสุขภาพ  หน้าร้อนแดดแรงเน้นใส่แว่นตากันแดดป้องกันโรคต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อลม  รวมทั้งอุบัติเหตุจากการมองเห็นไม่ชัด               

         เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนนี้  ครอบครัวต่างพาบุตรหลานไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด บางครอบครัวขับรถไปเอง  บางครอบครัวใช้บริการรถตู้จ้างเหมา บางครอบครัวใช้รถสาธารณะ  จากข้อมูลการสำรวจ พบว่า  ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีผู้ประกอบการอาชีพขับรถโดยสาธารณะประมาณ 2  แสนคน ได้แก่ รถประจำทาง รถตู้โดยสาร รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก  มอเตอร์ไซด์รับจ้างและสามล้อรับจ้าง ในแต่ละวันมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 2  ล้านคน และทุกครั้งที่ขับรถก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ  ทั้งที่เกิดจากตนเองหรือจากผู้อื่น           

           "ผู้ที่ขับขี่รถทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถส่วนตัวหรือรถสาธารณะ  ก่อนขับรถต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อจะได้ทำหน้าที่ได้อย่าง ปลอดภัย และหากผู้ขับรถมีสุขภาพไม่ดี เช่น เป็นโรคที่อาจกำเริบกะทันหัน  ได้แก่ โรคหัวใจ โรคลมชัก หรือมีปัญหาทางสายตา หรือกินยาที่ทำให้ง่วง  ก็อาจเกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายต่อตนเองและผู้โดยสารได้  ดังนั้นเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการ  ก่อนขับรถต้องเตรียมความพร้อมดังนี้ ตรวจสภาพรถและตรวจสุขภาพตนเอง ได้แก่ 
1.ห้ามขับรถหลังกินยาที่ทำให้ง่วง และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 
2.ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหรือลมชัก ต้องกินยาให้สม่ำเสมอ  หากขาดยาไม่ควรขับรถ
3.ผู้มีปัญหาสายตาสั้นควรสวมแว่นสายตาขณะขับรถ 
4.หากเป็นหวัด ไอ ให้ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค"
         

           นายพสิษฐ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขณะขับรถ ควรปฏิบัติดังนี้  1.เปิดหน้าต่างเป็นระยะๆ เพื่อการถ่ายเทของอากาศ  2.หลีกเลี่ยงการขับรถเป็นเวลานาน 3.ถ้าปวดเมื่อยหลังขณะขับรถใช้หมอนเล็กๆ  สอดไว้ที่หลังส่วนล่างระหว่างเบาะกับหลัง  แต่ไม่ควรพิงหมอนนี้ตลอดการเดินทาง เพราะจะเกิดความล้าต่อหลัง 4.จิบน้ำบ่อย  ๆ 5.ในวันที่มีแสงแดดแรงจัดจะทำให้ผู้ขับขี่สายตาพร่ามัว  ควรสวมแว่นตากันแดด และใช้ที่บังแดดหน้ารถร่วมด้วย           

           ด้าน ดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค  กล่าวว่า  หน้าร้อนแว่นตากันแดดจำเป็นมากสำหรับผู้ขับรถและผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้ง  แว่นที่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งควรป้องกันรังสียูวีได้ 95 เปอร์เซ็นต์  และกรองแสงได้ 60-90 เปอร์เซ็นต์  การเลือกแว่นตากันแดดโดยพื้นฐานต้องดูที่ฉลากบอกคุณสมบัติว่าสามารถป้องกัน รังสี ยูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) ได้เท่าไร การเลือกซื้อแว่นตากันแดด  คุณภาพไม่เกี่ยวกับราคาหรือยี่ห้อ  เพราะจากการทดสอบคุณภาพแว่นตาต่อการป้องกันแสงยูวี พบว่าแว่นราคา 199 บาท  ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของอเมริกา (The American National standards)  ในการป้องกันแสงยูวีได้เหมือนแว่นแบรนด์เนมราคาแพง           

             นอกจากนี้ แว่นที่มีเลนสีเข้มหรืออ่อน  ก็ไม่มีผลต่อการป้องกันรังสียูวี  เพราะรังสียูวีไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตามนุษย์  แว่นใสหากมีคุณสมบัติกรองรังสียูวี ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน  เพียงแต่แว่นใสไม่สามารถป้องกันความจ้าของแสงแดดได้ รังสีอุลตร้าไวโอเลต 2  ชนิด ได้แก่ ยูวีเอ (UVA) และยูวีบี (UVB) จะทำลายตา ดังนี้ รังสียูวีเอ  (UVA) จะดูดซับที่เลนซ์แก้วตา ถ้าได้รับปริมาณมากจะเกิดต้อกระจก  รังสียูวีบี (UVB) จะดูดซับที่กระจกตาและเยื่อบุลูกตาอาจทำให้เกิดต้อลม  ต้อเนื้อ หรือต้อกระจก ส่วนแสงแดดจ้าที่ตามองเห็น จะดูดซับที่จอประสาทตา  หากมองแสงจ้ามากไป เช่น มองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่าตรงๆ  อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้           

           "ดังนั้นการขับรถหน้าร้อนจึงขอแนะนำให้ใช้แว่นตากันแดด  ที่ลดแสงจ้าและป้องกันรังสียูวีเอ และรังสียูวีบี  เพื่อเป็นการถนอมดวงตาในระยะยาว"
อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว       

ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์
40  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / สังเกต 4 อาการ ก่อน"โรคลมแดด" เล่นงาน เมื่อ: มีนาคม 24, 2013, 10:42:56 PM
           
      สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เตือนประชาชนระวังเป็นโรคลมแดดช่วงหน้าร้อน "หมออนุชา"  ระบุอากาศร้อนจัดความเสี่ยงยิ่งมาก แนะประชาชนสังเกต
4  อาการเบื้องต้น เหงื่อไม่ออก ตัวร้อนขึ้น หายใจติดขัดอาเจียน วิงเวียนศีรษะ  ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน ชี้ดื่มน้ำมากๆ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคได้

           
         สืบเนื่องจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้ทำให้การปรับตัวในการ รับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงของประชาชนในหลายพื้นที่เป็นไปอย่างยาก ลำบาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)  จึงได้จัดทำคำเตือนและแนะนำให้ประชาชนรับมือกับโรคที่อาจเกิดขึ้นอย่าง ปัจจุบันทันด่วนกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้
         
           นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการ สพฉ.
กล่าวว่าสภาพอากาศ ของประเทศไทยในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งร้อน  สลับหนาวหรือบางวันก็มีฝนตกจึงทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ไม่สามารถปรับตัว รับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้ได้  โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจัดอาจจะทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือการ เป็นลมจากอากาศร้อน (โรคฮีทสโตรค)   ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้ทันกับการที่ต้องไปอยู่ในสถานที่ ที่มีอากาศร้อนจัดอบอ้าวและไม่มีอากาศถ่ายเท  รวมถึงการออกกำลังกายในที่ร้อนจัดมากๆ  ก็จะทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ด้วย  ซึ่งอากาศร้อนในลักษณะนี้นั้นจะทำให้เส้นเลือดส่วนปลายขยายตัวมากและทำให้ ความดันโลหิตต่ำลง จนทำให้เกิดอาการวิงเวียนหน้ามืดและเป็นลมได้

            นพ.อนุชากล่าวอีกว่า  โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้กับคนที่ร่างกายแข็งแรงซึ่งคนที่เป็นลมแดดนั้น สมองจะไม่ทำงานรวมถึงไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ  และอุณหภูมิในร่างกายได้โดยคนที่เป็นลมแดดนั้นอุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มสูง กว่าปกติถึง 40  องศาซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วนเพราะมีโอกาสในการเสีย ชีวิตสูงหากพบแพทย์ไม่ทันท่วงทีทั้งนี้ประชาชนต้องเฝ้าสังเกตอาการของตนเอง ด้วยว่ากำลังจะเป็นโรคลมแดดหรือไม่โดยอาการเบื้องต้นของโรคนี้คือ
1.  ไม่มีเหงื่อออก 
2. กระหายน้ำมาก
3.ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ 
4. วิงเวียน  ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็วอาเจียน   

    หากเกิดอาการดังกล่าวจำเป็นต้องหยุดพักทันทีและรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669  เพื่อนำตัวพบแพทย์ทันที

        "สำหรับวิธีในการป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดดคือควร ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8  แก้วและหากท่านต้องทำงานหรือปฏิบัติภารกิจภายใต้อากาศที่ร้อนจัดจะต้องดื่ม น้ำให้ได้ชั่วโมงละ1 ลิตรและควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี  อาทิผ้าฝ้าย พร้อมกับหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดแรง ๆ ด้วย" เลขาธิการ  สพฉ.กล่าว
 
 
ที่มา : สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
41  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / คนมีโรคประจำตัว ดูแลตัวเองหน้าร้อน เมื่อ: มีนาคม 24, 2013, 10:40:00 PM
       กรมควบคุมโรค  เตือนประชาชนที่มีโรคประจำตัว ดูลแตัวเองในช่วงหน้าร้อน แนะ  ขณะขับขี่ยานพาหนะ ควรสวมแว่นกันแดด กรือเสื้อคลุมป้องกันแดด  หากเผชิญกับแสงแดดจัด เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย
       นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  สภาพอากาศในปีนี้คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงกว่าปีที่ผ่านๆ มา  ทำให้ประชาชนต้องระวังโรคที่มักเกิดขึ้นในฤดูร้อน ซึ่งโรคที่เกิดบ่อยๆ  ส่วนใหญ่จะเป็นโรคทางเดินอาหาร ส่วนโรคที่ประชาชนกังวลคือ โรคลมแดด  หรือฮีตสโตรก
           ในประเทศไทยตามปกติถือว่ามีสภาพอากาศที่ร้อนเกือบตลอดทั้งปี  ทำให้คนส่วนใหญ่จะปรับร่างกายตามสภาพอากาศได้ดีกว่า  เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ในสภาพอากาศหนาวตลอดเวลา  จะเสี่ยงเกิดลมแดดได้มากกว่า ดังนั้นหากต้องทำกิจกรรมกลางแดด  ควรสวมเสื้อบาง สวมหมวก แว่นกันแดด จิบน้ำบ่อยๆ
นพ.พรเทพกล่าวว่า สำหรับกลุ่มคนที่ต้องระวังเมื่ออากาศร้อน คือ เด็กเล็ก  ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดัน หัวใจ โรคไต  เพราะอากาศร้อนจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว เกิดความเครียด หัวใจทำงานหนัก
       
         ซึ่งพบว่า คนไทยส่วนใหญ่เมื่ออากาศร้อนมากๆ  จะมีปัญหาจากโรคประจำตัวมากกว่าลมแดด ช่วงฤดูร้อน แสงแดดจ้ามากกว่าปกติ  ผู้ขับขี่ยานพาหนะ ควรสวมแว่นกันแดด และเสื้อคลุมป้องกันแสงแดด  เนื่องจากแสงที่จ้าเกินไป จะทำให้เกิดภาพหลอนบนถนน  เสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
42  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ท่องเที่ยว พักผ่อน สบายๆสไตล์ จป. / เปิดตัว All new vios หรือ New Vios 2013 เมื่อ: มีนาคม 24, 2013, 09:03:34 AM
ช่วยบริษัทประชาสัมพันธ์ เปิดตัวรถใหม่หน่อยครับ

 :wanwan013: :wanwan013: :wanwan013: :wanwan013: :wanwan013:


      มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์  ประเทศไทย จำกัด / กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์  เอเชียแปซิฟิค / เจ้า หน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น  ประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วย มร.ทาเคชิ มัตซึดะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า  มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และ นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  ร่วมแถลงข่าวแนะนำรถยนต์ “วีออส” ใหม่ ภายใต้แนวคิด All New VIOS…Have it  all

วี ออส ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถยนต์นั่งของ บริษัท  โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ใช้ชื่อรุ่นในเจนเนอเรชั่นที่ 1 ว่า “  โซลูน่า ”  โดยเป็นรถที่เกิดจากการร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาของวิศวกรชาวไทยและชาว ญี่ปุ่น เพื่อตลาดรถยนต์เมืองไทยโดยเฉพาะ  จนกระทั่งได้รถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีความประหยัด  คุ้มค่าสูงสุดในการเป็นเจ้าของ ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ  ในปี พ.ศ.2540 พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย  และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
all new vios have it all

มร.เคียว อิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย  เปิดเผยว่า “วันนี้เรามีความภูมิใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้แนะนำรถยนต์  วีออส ใหม่ สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยแห่งนี้ โดย วีออส  ใหม่  ได้รับการออกแบบและพัฒนาให้เป็นสุดยอดยนตรกรรมคุณภาพมาตรฐานระดับโลกที่  เหนือทุกความคาดหมายและตอบสนองต่อทุกความต้องการ  ซึ่งนอกเหนือจากความคุ้มค่าซึ่งเป็นเอกลักษณ์และจุดแข็งของวีออสอยู่แล้ว  วีออสรุ่นนี้ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบเป็นอย่างมาก  ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน  พื้นที่กว้างขวางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น  พร้อมสมรรถนะการขับขี่และความประหยัดน้ำมันที่ยอดเยี่ยม  ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า วีออส ใหม่  จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ของโตโยต้าในปีนี้  และสามารถครองความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์นั่งเมืองไทยได้อย่างแน่นอน”

มร.ทา เคชิ มัตซึดะ หัวหน้าวิศวกร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น  ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า “ทีม วิศวกรโตโยต้าได้สร้างสรรค์ วีออส ใหม่  โดยมีแรงบันดาลใจในการพัฒนาเพื่อให้เป็นรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าเหนือราคา  สร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ ภายใต้แนวคิด “ Value Beyond Belief ”  ด้วย การออกแบบรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด  และเป็นดีไซน์ที่ดูสปอร์ตหรูมากยิ่งขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน  ห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่าเดิมและห้องเก็บสัมภาระที่ใหญ่มากขึ้น  สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่  ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ยังช่วยเพิ่มความสุขในการขับ  ขี่ เกาะถนนดียิ่งขึ้น  ตลอดจนประสิทธิภาพความประหยัดน้ำมันที่ได้มาตรฐานระดับโลก  ด้วยคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้เชื่อว่า วีออส ใหม่  จะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ซึ่งเมื่อทุกคนได้สัมผัส วีออส  ใหม่ จะรู้สึกถึงความพึงพอใจและได้รับในสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งขัน  และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า วีออส ใหม่ จะเป็นรถซีดานขนาดเล็ก  ที่ตรงใจไม่เพียงแต่สำหรับลูกค้าชาวไทย  แต่ยังเป็นรถยนต์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับสากล”

นาย วิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์  ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ด้วยคุณสมบัติของ วีออส ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 4  ของ ตลาดเมืองไทย ซึ่งมีจุดขายใหม่หลักๆที่ถูกเติมเต็มเข้ามา  ตามที่คุณมัตซึดะ หัวหน้าวิศวกรได้ให้ข้อมูลไปแล้วนั้น  ผนวกกับจุดแข็งเดิมที่วีออสมีอยู่แล้ว ทำให้ วีออส ใหม่  นี้มาพร้อมกับความหลากหลายที่ครบครัน พร้อมตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์  โดยเราได้ใช้แนวความคิดในการโฆษณา วีออส ใหม่ นี้ว่า “All New VIOS, Have  it all” ซึ่งจะเริ่ม  โฆษณาผ่านสื่อต่างๆให้ลูกค้าได้รับทราบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันนี้เป็นต้น  ไป นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถรับชมและสัมผัสกับ วีออส ใหม่ ได้ทุกมุมในแบบ  360 องศา ผ่านสื่อดิจิตอลในเว็บไซต์อีกด้วย นอกจากนี้  เรายังมีการจัดกิจกรรมการเปิดตัววีออสใหม่อย่างเป็นทางการที่โชว์รูมโตโยต้า  ทั่วประเทศในวันที่ 10 – 12 พฤษภาคมนี้  รวมถึงกิจกรรมโร้ดโชว์ในจังหวัดต่างๆ  ซึ่งเราได้จัดเตรียมรถทดลองขับไว้ให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ขับ  ขี่กันอย่างทั่วถึง โดยวีออสใหม่นี้ จะมีให้เลือกถึง 6 รุ่น 7 สี  ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 559,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่คุ้มค่าอย่างมาก”
all new vios have it all

มร.เคียว อิจิ ทานาดะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอก  จากผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศแล้ว  ประเทศไทยยังถือเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับการส่งออก วีออส ใหม่  ไปจำหน่ายในทวีปต่างๆ อีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลกอีก ด้วย  ถือเป็นการขยายตลาดการส่งออก  รวมถึงเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมภาคการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์  เช่นเดียวกับการส่งออกรถกระบะในโครงการ IMV โดยได้ตั้งเป้าหมายการส่งออก  วีออส ใหม่ ภายในปีนี้ไว้ที่ 45,000 คัน ดังนั้น วีออส ใหม่  จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ความภาคภูมิใจของ โตโยต้า เท่านั้น  แต่ยังถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยด้วยเช่นกัน”

“ปีนี้ถือเป็นปีแรก ของการก้าวสู่ 50 ปีต่อไป ของโตโยต้าประเทศไทยที่เราตั้งใจที่จะ  “ขับเคลื่อนความสุข” หรือ Mobility of Happiness ให้กับลูกค้าและสังคมไทย  ซึ่งเราหวังว่า วีออส ใหม่ นี้จะประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับที่ดี  พร้อมทั้งสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าโตโยต้าทุกคน ในฐานะ  “ความสุข” จากโตโยต้า ที่เราตั้งใจมอบให้แก่ทุกคน” มร.เคียวอิจิ ทานาดะ  กล่าวในที่สุด

พบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ All New VIOS … Have it all
ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 34 วันที่ 26 มีนาคม – 7 เมษายน 2556
ณ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพค เมืองทองธานี
พร้อมสอบถามรายละเอียด และสั่งจองได้ที่โชว์รูมโตโยต้า 364 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ที่มา : http://www.toyota.co.th/lite/news-detail.php?cont_id=514 (5)
43  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องโชว์ ผลงาน / กิจกรรมของสมาชิก / กิจกรรม " ตามรอยล้นเกล้าฯ ด้วยก้าวที่ยั่งยืน โตโยต้าปลูกป่าชายเลนปีที่ 9 เมื่อ: มีนาคม 23, 2013, 07:51:00 PM
           นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการ นายวิเชียร เอมประเสริฐสุข  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และนายเอกชัย รัตนชัยวงศ์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  พร้อมทั้ง นายตรีรัตน์ ภูคชสารศิลป์ ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์  องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สำนักงานประเทศไทย  ร่วมนำคณะอาสาสมัครอันประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มพนักงาน โตโยต้า คาร์คลับ  เครือข่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนกับโตโยต้า สมาชิกเครือข่าย Toyota CSR  Facebook และประชาชนทั่วไป จำนวนกว่า 4,000 คน ร่วมกิจกรรม  “ตามรอยล้นเกล้าฯ ด้วยก้าวที่ยั่งยืน โตโยต้าปลูกป่าชายเลนปีที่ 9”  ทำการปลูกพันธุ์ไม้ชายเลนจำนวน 59,000 ต้น ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก  (บางปู) จังหวัดสมุทรปราการ ในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2556


            กิจกรรมโตโยต้าปลูกป่าชายเลน เป็นหนึ่งกิจกรรมภายใต้โครงการ “Toyota Eco  Network เครือข่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน”  มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าชายเลนปากแม่น้ำผืนสุดท้ายของภาคกลาง ให้มีความอุดมสมบูรณ์  มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัยให้แก่สัตว์ในระบบนิเวศชายเลน  อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้อาสาสมัครจากภาคส่วนต่าง ๆ  ได้แก่กลุ่มตัวแทนพนักงานโตโยต้า สื่อมวลชน  ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าและบริษัทในเครือฯ กลุ่มลูกค้า สมาชิกเครือข่าย Toyota  CSR Facebook นักเรียนนักศึกษา รวมถึงสาธารณชนทั่วไป  ร่วมทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง ณ สถานตากอากาศบางปูตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2548 เพื่อเป็นการถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ตามแนวพระราชดำริ และเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์  สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม  รวมถึงเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนปากแม่น้ำผืนสุดท้ายของภาคกลาง แห่งนี้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ซึ่งภายหลังจากที่กิจกรรมวันนี้เสร็จสิ้นลง  จะส่งผลให้ต้นกล้าชายเลนที่ครอบครัวโตโยต้าและชุมชนร่วมกันปลูกขึ้นมีจำนวน รวมถึงราว 200,000 ต้น โดยเมื่อต้นกล้าเหล่านี้โตเต็มที่ภายหลังจากผ่าน 3  ปีแรกหลังจากการปลูกไปแล้ว จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 2,500  ตันต่อปี*



         นอกจากกิจกรรม โตโยต้าปลูกป่าชายเลนแล้ว โตโยต้า  ยังได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาและดำเนินงาน ณ  ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) แก่องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF)  สำนักงานประเทศไทย อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 รวมทั้งสิ้นกว่า  25 ล้านบาท  โดยแบ่งเป็นงบประมาณสำหรับการจัดสร้างอาคารที่ใช้เป็นศูนย์ศึกษาธรรมชาติ  การจัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าเยี่ยมชม เช่น  เส้นทางศึกษาธรรมชาติ คู่มือศึกษาธรรมชาติ  ตลอดจนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานภายในศูนย์ฯ  ซึ่งศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจ  ได้เข้าทัศนศึกษาเพื่อเรียนรู้ถึงระบบนิเวศของป่าชายเลนอย่างใกล้ชิดและครบ วงจร


          นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์    ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กล่าวว่า  “ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ  ตลอดจนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนกับโตโยต้า  กิจกรรมปลูกป่าชายเลน ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)  ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของโตโยต้า ที่ได้ร่วมกับ  กรมพลาธิการทหารบก และ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประเทศไทย  ในการต่อยอดการทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม  เพื่อส่งเสริมพัฒนาการอย่างยั่งยืนของสังคมไทยต่อไป นอกจากนี้ ในปีนี้  ยังถือเป็นการก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของเรา นับตั้งแต่การก่อตั้งองค์กรใน 50  ปีที่ผ่านมา ซึ่งโตโยต้า  มุ่งมั่นที่จะเพิ่มรอยยิ้มแห่งความสุขในสังคมไทยผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์และ บริการคุณภาพสูง  การส่งเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านการจ้างงานและการส่งออก  รวมทั้ง  การดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสังคมเพื่อสนับสนุนชุมชนให้เกิดความยั่งยืน   ผ่านการถ่ายทอดนวตกรรมความรู้ด้านการผลิตและการจัดการของโตโยต้า (Toyota  Corporate Social Innovation )  เพื่อพัฒนาการดำเนินธุรกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน”



โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

 

*  ค่าเฉลี่ยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของพันธุ์ไม้ชายเลนยืนต้นโตเต็มที่  อยู่ที่ประมาณ 13 ตันต่อปี ต่อไร่ -- อ้างอิงจาก  ICLEI : International  Council for Local Environment Initiatives - Local Governments for  Sustainability (www.iclei.org)  สภาสากลที่ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน  ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นหน่วยงานเพื่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า 200 แห่ง จาก 43  ประเทศ
44  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / อันตรายจากรถ ที่พ่อแม่พึงระวัง เมื่อ: มีนาคม 17, 2013, 03:58:20 PM
 
            หลายคนคงไม่คาดคิดว่า   ลานจอดรถภายในบ้านจะเป็นสถานที่อันตรายสำหรับเด็ก  จึงมักให้เด็กใช้ลานจอดรถเป็นสถานที่วิ่งเล่นด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์   ประกอบกับเด็กยังเล็ก   จึงไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง  และในขณะเล่นเด็กเล็กมักใส่ใจในกิจกรรมที่เล่นจนไม่สนใจสิ่งแวดล้อมต่างๆ  รอบตัว  บ่อยครั้งจึงมักได้ยินข่าวเด็กถูกรถทับเสียชีวิตบริเวณลานจอดรถภายในบ้าน


            โดยวิธีป้องกัน  เริ่มจากการจำกัดพื้นที่ในการเล่น  ที่ไม่ควรปล่อยให้เด็กวิ่งหรือขี่รถจักรยานเล่นบริเวณลานจอดรถตามลำพัง   รวมทั้งไม่จัดเก็บของเล่นเด็กไว้บริเวณลานจอดรถ   เนื่องจากเด็กจะสนใจของเล่นจนไม่ทันระวังอันตราย โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2  ขวบ เพราะเด็กเริ่มวิ่งเล่นได้แล้ว  แต่ยังไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นอันตรายได้  ประกอบกับเด็กมีความสูงไม่มากนัก จึงเป็นจุดบอดในการมองเห็นของผู้ขับขี่
            โดยจากการศึกษาพบว่า   รถที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับเด็กบริเวณลานจอดรถมากที่สุด ได้แก่ รถสปอร์ต  อเนกประสงค์  และปิกอัพ เนื่องจากกว้างและสูงกว่ารถทั่วไป   ทำให้มีมุมในการมองต่ำที่แคบมาก  เพื่อความปลอดภัยควรติดกระจกส่องหลัง   จะช่วยเพิ่มมุมมองให้มองเห็นชัดเจนขึ้น   โดยเฉพาะหากมีสิ่งกีดขวางหรือมีเด็กวิ่งเล่นบริเวณดังกล่าว

         นอกจากนี้  ควรสอนให้เด็กเรียนรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กบริเวณลานจอดรถ  ไม่ให้เด็กเล่นบริเวณรอบรถ อยู่ให้ห่างจากรถที่กำลังสตาร์ทเครื่อง  และทุกครั้งที่มีรถเข้าออกบริเวณบ้าน เมื่อมีรถขับเข้าออกบ้าน  ผู้ปกครองควรนำเด็กเข้าไปอยู่ในบ้าน  ปิดประตูบ้านให้มิดชิดทุกบาน  เพื่อป้องกันเด็กวิ่งหนีออกมาเล่นบริเวณลานจอดรถ ซึ่งครอบครัวไหนที่
มีเด็กเล็กๆ ในบ้าน ถ้าเด็กไม่ได้อยู่ในรถกับเราด้วย


            ทางที่ดีควรขับรถโดย เดินหน้าตรงเข้าบ้านจะปลอดภัยมากกว่า รวมถึงปิดเครื่องเสียง  เปิดกระจกรถทั้ง 2 ด้าน เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้หยุดรถได้ทันท่วงที  ที่สำคัญอย่าเชื่อใจในเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถ  มากไปกว่าเชื่อใจในตัวเอง  และอีกเรื่องที่มีการออกมาเตือนกันอยู่เสมอ แต่ก็ยังมีข่าวให้เห็น คือ  การทิ้งเด็กไว้ในรถ ซึ่งทำให้เกิดเหตุสลดมานักต่อนักแล้ว
         โดยหัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี  เคยพูดถึง กรณีเด็กติดอยู่ในรถแล้วเสียชีวิตว่า  คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นเพราะขาดอากาศหายใจเนื่องจากประตูหน้าต่างปิด สนิท  แต่ความจริงแล้วอากาศภายในรถสามารถนอนได้นานเป็นชั่วโมง   แต่ส่วนใหญ่ที่เด็กจะเสียชีวิตเป็นเพราะความร้อนภายในที่สูงขึ้น  ซึ่งคุณหมอบอกว่า ใช้เวลาเพียง 5 นาที  อุณหภูมิในรถจะเพิ่มสูงขึ้นจนไม่สามารถอยู่ได้  ยิ่งหากต้องอยู่ในรถผ่านไป  10 นาที  ร่างกายจะแย่  และภายใน 30 นาทีถึงขั้นเสียชีวิต   คำอธิบายก็คือ  เพราะปกติร่างกายคนเรา จะรักษาอุณหภูมิไว้ที่ 37 องศาเซลเซียส  แต่เมื่อติดอยู่ในรถที่ความร้อนสูงขึ้น  ช่วงแรกร่างกายจะขับความร้อนออกมาในรูปแบบของเหงื่อ   แต่เมื่อถึงจุดที่ร่างกายทนไม่ไหว ร่างกายก็จะหยุดทำงาน  เกิดภาวะเลือดเป็นกรด


      สิ่งที่ตามมา เด็กอาจหยุดหายใจ และอวัยวะทุกอย่างหยุดทำงาน  หากเจอเด็กที่ติดในรถเร็ว  จะพบในสภาพตัวแดง  แต่หากนานแล้วเด็กจะตัวซีดและเสียชีวิต




             คุณหมอจึงย้ำว่า ห้ามพ่อแม่ทิ้งลูกไว้ในรถที่จอดกลางแจ้งเด็ดขาด  ไม่ว่าจะต้องลงไปธุระนอกรถเร็วหรือช้า แต่ควรนำเด็กลงจากรถไปด้วยทุกครั้ง  และไม่ควรเปิดแง้มหน้าต่างไว้แล้วปล่อยให้เด็กอยู่ภายใน  เพราะอาจเข้าใจว่าเด็กไม่ขาดอากาศหายใจแล้วจะปลอดภัย  แต่ความจริงแล้วเด็กเสียชีวิตเพราะความร้อนสูง
ดังนั้น การเปิดแง้มหน้าต่างทิ้งไว้   จึงไม่ได้รับประกันว่าความร้อนภายในรถจะไม่สูงขึ้น  ส่วนการจอดรถในที่ร่ม  เด็กก็อาจจะเสียชีวิตจากความร้อนที่สูงขึ้นได้เหมือนกัน             แต่อาจใช้เวลานานกว่าที่จอดกลางแจ้งเท่านั้นเอง แต่เชื่อว่า  ถ้าทิ้งลูกไว้ในรถช่วงที่อากาศร้อนจัดเหมือนในช่วงนี้  ไม่กี่นาทีเด็กต้องแย่แน่ๆ เพราะฉะนั้น  อย่าลืมนำเรื่องราววันนี้ไปเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ก่อนทิ้งเด็กๆ ไว้ในรถ
 
 
ที่มา : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
 
45  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / รู้ทันภัยพายุฤดูร้อน เมื่อ: มีนาคม 10, 2013, 08:56:46 AM
          ก่อนอื่นเรามา ทำความเข้าใจกับพายุฤดูร้อน ว่ามันเป็นพายุที่เกิดขึ้นตามชื่อของมัน คือ  มักจะเกิดในช่วงฤดูร้อน ราวเดือนมีนาคมถึงเมษายน  จนอาจถึงช่วงก่อนเริ่มต้นฤดูฝน ตามปกติแล้วพายุฤดูร้อนนั้น  จะเกิดในช่วงที่มีอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายวัน  เมื่อมีความกดอากาศสูงพัดมาปะทะกับมวลอากาศร้อน หรือความกดอากาศต่ำ  สิ่งนี้เองที่ส่งผลให้อากาศในบริเวณดังกล่าวเกิดการแปรปรวน

           หลังจากนั้นจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง  สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น  เนื่องมาจากพายุฤดูร้อนจะทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศแปรปรวนอย่างรวดเร็ว  จึงเป็นสาเหตุให้พายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมาก  รวมทั้งมีลมพายุพัด มีฝนตกหนักฟ้าคะนอง และในบางครั้งก็มีลูกเห็บตกลงมาด้วย
           
            สัญญาณที่จะบ่งบอกว่าพายุฤดูร้อนกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว คือ  สภาพอากาศในช่วงนั้นจะร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายๆ วัน  มีความชื้นในอากาศสูงจนรู้สึกเหนียวตัว ลมค่อนข้างสงบ ท้องฟ้าขมุกขมัว  และมีเมฆมาก เมฆจะสูง และมีสีเทาเข้ม   ต่อมาลมจะพัดแรงขึ้นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง  ก่อนที่เมฆจะก่อตัวหนาแน่นอย่างรวดเร็ว จนเกิดฟ้าแลบ  และฝนฟ้าคะนองในระยะไกล สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองตามมา

                   อาจจะมีทั้งลม ทั้งฝน ทั้งฟ้าร้อง ฟ้าแลบ   หรือลูกเห็บกระหน่ำอย่างหนัก  แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่   ซึ่งความรุนแรงมักจะกินเวลาไม่นานราว  1 – 2  ชั่วโมง และกินพื้นที่ไม่กว้างนัก  คือ ประมาณ  10 – 20 ตารางกิโลเมตร  โดยพื้นที่ที่เสี่ยงเกิดพายุฤดูร้อนมากที่สุด คือ  ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนพื้นที่ที่เสี่ยงน้อยกว่าภาคอื่นๆ  คือ ภาคใต้
               
                  ภาคใต้ที่ต้องระวัง คือ คลื่นลมในทะเล โดยเฉพาะ 1-2 วันนี้  คลื่นลมในทะเลอ่าวไทยตอนล่างจะสูงได้ถึง 3 เมตร  ชาวเรือต้องเดินเรือด้วยความระวัง กลับมาที่พายุฤดูร้อน  ซึ่งเมื่อรู้ที่มาที่ไปของมันแล้ว  ไปดูวิธีรับมือและวิธีปฏิบัติตน  เพื่อป้องกันอันตรายจากพายุฤดูร้อน  โดยเป็นคำแนะนำจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
               
                โดยก่อนเกิดภัย ตรวจสอบสภาพบ้านเรือนให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง  โดยเพิ่มที่ค้ำยันยึดติดประตู หน้าต่างและหลังคาบ้านเรือน  เพราะหากเกิดพายุพัดอย่างรุนแรง จะทำให้หลังคาบ้านได้รับความเสียหาย  สำรวจต้นไม้บริเวณรอบบ้าน ตัดแต่งกิ่งไม้ หากพบต้นไม้ที่ไม่แข็งแรง เช่น  โคนรากลอย ไม่ยึดติดหน้าดิน ต้นไม้ที่มีอายุมาก และอยู่ในสภาพยืนต้นตาย  เป็นต้น ให้จัดการโค่นทิ้ง เพราะเมื่อโดนพายุจะหักโค่นได้ง่าย  จึงเสี่ยงต่อการล้มทับบ้านเรือน
                   นอกจากนี้ควรร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบป้ายโฆษณา  สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่สาธารณะ หรือริมข้างถนนอยู่ในสภาพไม่ปลอดภัย  เสาไฟฟ้าใกล้ล้ม สายไฟฟ้าขาดพาดกิ่งไม้  ให้แจ้งเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน พื้นที่ดำเนินการแก้ไขต่อไป   ตลอดจนหมั่นติดตามสภาวะอากาศและคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา  หากมีประกาศเตือนภัยพายุฤดูร้อน ให้รีบจัดเก็บสิ่งของที่มีน้ำหนักเบา  และสามารถปลิวตามลมได้ไว้ในที่มิดชิด
               

                   ขณะเกิดภัยให้เข้าไปหลบในอาคารหรือบ้านเรือนที่มั่นคงแข็งแรง  ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท  เพื่อป้องกันแรงลมหอบพัดบ้านเรือนพังเสียหายและสิ่งของปลิวเข้ามากระแทก  หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ควรอยู่ให้ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า  และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง  เพราะนอกจากจะได้รับอันตรายจากการถูกล้มทับแล้ว  ยังเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าอีกด้วย ไม่สวมใส่เครื่องประดับที่เป็นโลหะ เช่น  เงิน ทองคำ ทองแดง

             
             ห้ามอยู่ใกล้หรือใช้อุปกรณ์ที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า เช่น โทรศัพท์มือถือ  โทรศัพท์สาธารณะ รวมถึงห้ามประกอบกิจกรรมทุกประเภทในที่โล่งแจ้ง  เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฟ้าผ่า
             กรณีพบเสาไฟฟ้าล้มทับหรือสายไฟฟ้าขาด ห้ามเข้าใกล้เสาไฟฟ้า  ห้ามสัมผัสหรือใช้ไม้เขี่ยสายไฟฟ้าเป็นอันขาด  เพราะจะทำให้ถูกไฟฟ้าดูดเสียชีวิต  ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาดำเนินการแก้ไขโดยด่วนต่อไป
 
ที่มา : สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
46  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / ถนอมดวงตาอย่างไร ให้ใช้ได้ยาวนาน เมื่อ: มีนาคม 08, 2013, 06:54:56 AM
             ทุกคนย่อมอยากมีสายตาที่มองเห็น แจ่มชัดไปจนตลอดอายุขัย  แต่ด้วยความเสื่อมของร่างกายที่มาพร้อมกับวัยที่มากขึ้น  ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง สายตาเริ่มขุ่นมัวไปตามอายุ  การดูแลสุขภาพตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ  เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพแข็งแรงและใช้งานได้อย่างปกตินานที่สุด  ซึ่งการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาเริ่มตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงวัยสูงอายุ ดังนี้


วัยเด็ก
- สำหรับเด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย  และต้องอยู่ในตู้อบให้ออกซิเจน  จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์ตามระยะเวลาที่กำหนด  เพื่อประเมินโรคเส้นเลือดเติบโตผิดปกติที่จอประสาทตา (Retinopathy of  prematurity : ROP) ซึ่งหากเกิดขึ้น ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที  ด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัด ไม่เช่นนั้น อาจมีภาวะแทรกซ้อนจนถึงตาบอดได้
- เด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป ถ้าหากยังไม่มองหน้าแม่ หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คล้ายมองไม่เห็น ต้องได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์
- เด็กในวัยเข้าเรียน ที่ดูหนังสือหรือโทรทัศน์ใกล้มากผิดปกติ  เอียงคอมอง หยีตามอง กระพริบตาบ่อย อาจมีปัญหาทางสายตาสั้น ยาว เอียง  หรือสาเหตุอื่น สมควรได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์

วัยทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ
- ควรพักสายตาโดยมองไกลประมาณ 5 - 10 นาที ต่อการทำงานคอมพิวเตอร์ 1  ชั่วโมง  เพื่อลดการเพ่งของสายตาจะช่วยคลายการปวดเมื่อยล้าตาและอาการตาแห้งได้
- ด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ไม่ควรมีแสงสว่างมาก  เพราะจะรบกวนการมองจอคอมพิวเตอร์ เช่น  ไม่ควรวางจอคอมพิวเตอร์ของเราหันหลังให้กับหน้าต่าง
- ศีรษะของเราควรอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์เล็กน้อย  จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้เมื่อยล้าได้ง่าย  หรืออย่างน้อยไม่ควรอยู่ต่ำกว่าจอแสดงผล
- ถ้ามีอาการตาแห้ง เช่น แสบเคืองตา  ให้กระพริบตาบ่อยขึ้นเพื่อกวาดน้ำตามาเคลือบผิวตา  หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะ ๆ ถ้ายังมีอาการมาก  การใช้น้ำตาเทียมหยอดตาจะช่วยบรรเทาอาการได้
- ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา อาจทำให้ปวดเมื่อยล้าตาง่าย เช่น คนสายตาเอียง  หรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีปัญหาเวลามองใกล้  การใส่แว่นตาที่เหมาะสมจะช่วยแก้ปัญหาได้

วัยผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป
- ควรตรวจวัดความดันลูกตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจหาต้อหิน  โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหิน  เพราะบางคนอาจเป็นต้อหินโดยไม่รู้ตัว  ซึ่งถ้าปล่อยไว้โดยไม่ได้รักษาเป็นเวลานานจะทำให้สายตาเสื่อมลงหรือบอดได้  และภาวะตาบอดจากต้อหินนั้นไม่สามารถรักษาให้สายตากลับมามองเห็นได้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน  ควรตรวจจอประสาทตาเพื่อดูว่ามีเบาหวานขึ้นตาหรือไม่ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  ที่สำคัญคือควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต  และไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอย่างสม่ำเสมอ  จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานขึ้นตาได้ดี
- ต้อกระจก พบได้ตั้งแต่อายุ 50 - 60 ปีขึ้นไป  รักษาได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม  ทำให้การมองเห็นกลับมาใกล้เคียงหรือเหมือนปกติได้
- โรคจุดรับภาพเสื่อม ปัจจุบันมีการรักษาใหม่ๆ เช่น  การฉีดยาชะลอการเกิดใหม่ของเส้นเลือด  การตรวจพบโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้ดี กว่าเดิมมาก

ข้อควรปฏิบัติเพื่อดูแลสุขภาพตาให้ดี
- หมั่นตรวจตาเป็นประจำโดยจักษุแพทย์  ในเด็กควรพบจักษุแพทย์อย่างน้อยในช่วง 3 - 5 ปีก่อนเข้าโรงเรียน  และรับการตรวจเป็นประจำเมื่อมีปัญหาเรื่องสายตา ผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป  ควรตรวจสุขภาพตาปีละ 1 ครั้ง ส่วนในผู้ที่มีความเสี่ยงเฉพาะโรคตา เช่น  โรคเบาหวาน หรือมีประวัติโรคตาในครอบครัว เช่น ต้อหิน  จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาบ่อยขึ้นตามแพทย์นัด     
- สวมแว่นกันแดดเป็นประจำเมื่อออกแดด หรือต้องใช้สายตาในที่มีแสงมาก เพื่อป้องกันโรคต้อเนื้อ ต้อกระจก จอรับภาพเสื่อม
- สวมแว่นป้องกันการกระแทกที่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น ช่างเชื่อมโลหะ ช่างไม้ ผู้เล่นกีฬา
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ
47  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / ปวดคอ... รับมืออย่างไรดี เมื่อ: มีนาคม 08, 2013, 06:38:38 AM
        อาการปวดคอมีสาเหตุหลายประการ  ที่พบบ่อยก็คือ การมีอิริยาบถหรือท่าทางที่ผิดสุขลักษณะในกิจวัตรประจำวัน  โดยเฉพาะการเอี้ยวคอผิดท่า ส่วนสาเหตุอื่นๆ เช่น ความเครียดของจิตใจ  ภาวะข้อเสื่อมหรืออักเสบ หมอนรองกระดูกคอกดทับเส้นประสาท  รวมถึงการบาดเจ็บของคอจากอุบัติเหตุต่างๆ
         
        ผู้ป่วยที่มีปัญหาปวดคอจะมีอาการดังนี้ ปวดเมื่อยต้นคอเอี้ยวคอไม่ได้  บางรายมีอาการปวดร้าวไปที่ไหล่ ต้นแขน ปลายแขน หรือชาที่มือ  นอกจากนั้นอาจมีอาการมึนงง คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ตาลายร่วมด้วย  ซึ่งอาการจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสาเหตุ ในรายที่รุนแรง เช่น  มีอาการปวดร้าวลงไปที่แขนหรือแขนชาและอ่อนกำลัง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที  เพราะเกี่ยวข้องกับเส้นประสาท หากมัวแต่ประวิงเวลาออกไป  อาจส่งผลเสียในระยะยาวได้
              แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอหรือคอแข็ง  มักจะเป็นอย่างเฉียบพลันจากการเอี้ยวคอผิดท่า หรือหลังตื่นนอน  ซึ่งในกรณีเช่นนี้ ผุ้ป่วยสามารถดูแลตนเองเบื้องต้นได้ดังนี้  ควรนอนรบเพื่อพักสักครู่ และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวคอ  ร่วมกับการประคบด้วยน้ำแข็งนานประมาณ 20-30 นาที  ถ้าอาการไม่ทุเลาให้รับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม 1  เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง ไม่เกินวันละ 12 เม็ด แต่ถ้าทำแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น  ควรไปพบแพทย์

          การรักษาที่ให้ผลดีอย่างหนึ่งก็คือ การรักษาด้วยกายภาพบำบัด  เพื่อช่วยลดอกาการปวดและอาการอักเสบ นอกจากนั้น  การบริหารกล้ามเนื้อคอเพื่อฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อยึดหยุ่นได้ดี และทนทานขึ้น  ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน  โดยแพทย์จะแนะนำการปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพของอาการที่เป็นอยู่  ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามเพื่อให้อาการทุเลาลงโดยเร็ว

           ส่วนการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ รวมถึงในบุคคลทั่วไป  มีดังนี้ ขณะทำงานควรระมัดระวังอิริยาบถ โดยอย่าก้มหรือเงยบ่อยเกินไป,  หาเวลาพักและเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ ชั่วโมง,  เลือกเก้าอี้นั่งทำงานที่มีพนักแข็งแรง และมีที่หนุนคอพอดี,  ควรนอนบนที่นอนแข็ง รองศีรษะด้วยหมอนนิ่มและไม่สูงมาก,  อย่านอนคว่ำหนุนหมอนสูงๆ เพื่ออ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์,  พยายามขจัดความเครียดในชีวิตประจำวัน และหมั่นออกกำลังกล้ามเนื้อคอทุกวัน

          สำหรับอาการปวดคอจากกระดูกคอเสื่อม เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนอายุมากกว่า  40 ปีขึ้นไป  เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกตามอายุโดยหมอนรองกระดูกเสื่อมและบางตัวลง  ทำให้ช่องว่างระหว่างหมอนรองกระดูกแคบลง  จนในที่สุดอาจเกิดการกดทับรากประสาทและไขสันหลังตามมาได้

          นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเคยได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอมา ก่อน ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเสื่อมสภาพของกระดูกเกิดขึ้น  แต่กรณีนี้พบได้น้อยกว่าการเสื่อมตามอายุครับ

         อาการระยะแรก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อยบริเวณด้านหลังคอ  รู้สึกคอแข็งและเสียเวลาเคลื่อนไหว อาการจะเป็นๆ หายๆ  ขึ้นอยู่กับว่าเคลื่อนไหวคอมากหรือน้อยเพียงใด  บางครั้งอาจมีอาการปวดศีรษะบริเวณท้ายทอย  เมื่ออาการเป็นมากขึ้นจะมีอาการปวดร้าวและเสียวชาลงมาที่แขนและมือ  มือมีลักษณะชาหรือรู้สึกเหมือนถูกแข็มแทง  ซึ่งมักจะเป้นเพียงข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาการจะเป็นมากเวลาเงยหน้า  ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ โดยไม่รักษา  อาจมีอาการฝ่อตัวของกล้ามเนื้อบริเวณแขนและมือและถ้าหากมีการกดทับของไข สันหลังร่วมด้วย ก็อาจมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาร่วมด้วยครับ

        ในการรักษาต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า  การเสื่อสภาพของกระดูกคอนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  การรักษาก็เพียงเพื่อลดอาการปวดจากการอักเสบ และอาการบวมของเนื้อเยื่ออ่อนๆ  บริเวณกระดูก

        อย่างไรก็ตาม ส่วนมากผู้ป่วยจะมีอาการไม่มาก  แพทย์จะให้การรักษาด้วยการใส่ปลอกคอเพื่อพยุงคอ ร่วมกับให้ยาแก้ปวด  บางรายอาจต้องรักษาด้วยการใช้น้ำหนักดึงคอ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเจ็บปวด  ส่วนในรายที่เป็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีการกดไขสันหลัง  อาจต้องผ่าตัดเพื่อขจัดการกดทับและป้องกันมิให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น  ซึ่งผ่าตัดถือว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายของการรักษาครับ
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ
48  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / เมื่อต้อง...ตรวจระดับการได้ยิน เมื่อ: มีนาคม 08, 2013, 06:34:28 AM
 

       
          โดย ปกติแล้วระดับการได้ยินของคนปกติจะอยู่ระหว่าง -10 ถึง 25 เดซิเบล  ผู้ที่มีระดับการได้ยินสูงกว่านี้ ถือว่ามีความผิดปกติของระดับการได้ยิน  โดยแบ่งเป็นระดับต่างๆ ดังนี้

ระดับการได้ยิน    ความผิดปกติ  (เดซิเบล)
      -10 ถึง 25 การได้ยินปกติ
       26 ถึง 40 หูตึงเล็กน้อย
       41 ถึง 55 หูตึงปานกลาง
       56 ถึง 70 หูตึงมาก
       70 ถึง 90 หูตึงอย่างรุนแรง
       มากกว่า 90 หูหนวก



           สำหรับการทดสอบหาระดับการได้ยิน (Pure tone audiogram) จะตรวจผ่านสองทาง  คือ การนำเสียงผ่านอากาศ (Air conduction) ทดสอบโดยการครอบหูฟัง  และการนำเสียงผ่านกระดูก (Bone conduction)  ทดสอบโดยการวางตัวปล่อยเสียงที่กระดูกกกหู (Mastoid)  จากนั้นจะปล่อยเสียงความถี่เดียว (pure tone) ที่ระดับความดังต่างๆ  แล้วลดระดับลงเรื่อยๆ จนถึงระดับความดังที่เบาที่สุดที่ผู้ถูกทดสอบได้ยิน  นอกจากนี้ยังมีการทดสอบระดับการได้ยินด้วยวิธีอื่นๆ อีก  ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม


             เมื่อได้รับผลการตรวจเบื้องต้น  แพทย์จะนำผลที่ได้มาประกอบการวินิจฉัยว่า  ผู้ป่วยมีความสูญเสียการได้ยินประเภทใด ซึ่งโดยทั่วไปอาจแบ่งได้ดังนี้

1.สูญเสียการได้ยินเฉพาะการนำเสียงผ่านอากาศ (Conductive hearing loss)  เป็นการสูญเสียความสามารถในการนำเสียงของหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง  แต่หูชั้นในและระบบประสาทการได้ยินยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ  โดยจะพบว่าระดับการได้ยินของการนำเสียงผ่านกระดูกอยู่ในเกณฑ์ปกติ  แต่ระดับการได้ยินของการนำเสียงผ่านอากาศสูงกว่า 25 เดซิเบล

2. สูญเสียการได้ยินที่โสตประสาท (Sensorineural hearing loss)  เป็นการสูญเสียความสามารถในการนำเสียงของหูชั้นในหรือระบบประสาทการได้ยิน  พบว่าระดับการได้ยินของการนำเสียงผ่านกระดูกและการนำเสียงผ่านอากาศสูงกว่า  25 เดซิเบล โดยทั้งสองเส้นของระดับการได้ยินจะไม่ห่างกันเกิน 15 เดซิเบล

3. สูญเสียการได้ยินแบบผสม (Mixed hearing loss)  เป็นการสูญเสียความสามารถในการนำเสียงของหูชั้นนอกหรือหูชั้นกลาง  ร่วมกับการสูญเสียความสามารถของหูชั้นในและระบบประสาทการได้ยิน  พบว่าระดับการได้ยินของการนำเสียงผ่านกระดูกและการนำเสียงผ่านอากาศสูงกว่า  25 เดซิเบล แต่ทั้งสองเส้นห่างกันมากกว่า 15 เดซิเบล  แสดงว่าการนำเสียงผ่านอากาศแย่กว่าการนำเสียงผ่านกระดูก

ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียการได้ ยินประเภทใด จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ  และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว ซึ่งบางครั้งอาจรักษาได้ด้วยยา หรือการผ่าตัด  นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟัง  รวมถึงได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพด้วย
 
 
ที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์
49  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / 'จอดรถข้างถนน' อันตรายที่ถูกมองข้าม เมื่อ: มีนาคม 08, 2013, 06:30:09 AM
           บ่อยครั้งที่ มักเกิดอุบัติเหตุจากการจอดรถริมทางกีดขวางเส้นทางจราจร  โดยผู้ขับขี่มักไม่เปิดสัญญาณไฟรถ  จนผู้ที่ขับรถตามหลังมาต้องเปลี่ยนช่องทางเดินรถกะทันหัน  ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าว  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขอแนะให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติ ดังนี

1. หลีกเลี่ยงการจอดรถริมข้างทาง
โดยเฉพาะบริเวณทางขึ้น-ลงสะพาน ถนนที่มีไหล่ทางแคบหรือมีลักษณะเป็นคอขวด ทางแยก ทางม้าลาย และปากซอยทางเข้า-ออกอย่างเด็ดขาด

2. การจอดแวะซื้อของริมข้างทาง  ผู้ขับขี่ควรให้สัญญาณไฟล่วงหน้า  เพื่อให้ผู้ที่ขับรถตามหลังมาเปลี่ยนช่องทางเดินรถได้ทัน  หรือจอดซื้อของในจุดที่มีที่จอดรถไว้เท่านั้น

3. กรณีรถจอดเสีย ประสบ อุบัติเหตุหรือจำเป็นต้องจอดรถริมข้างทาง ควรจอดรถให้ชิดไหล่ทางมากที่สุด  พร้อมเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน และนำป้ายเตือนหรือวัสดุอื่นๆ เช่น  กรวยสามเหลี่ยม กิ่งไม้ หรือผ้าที่มีลักษณะสะท้อนแสงมาวางไว้ด้านหลัง  ห่างจากจุดที่จอดรถในระยะไม่ต่ำกว่า 50 เมตร  เพื่อให้ผู้ขับขี่รถคันอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจน และเพิ่มความระมัดระวัง  ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

4. กรณีผู้ขับขี่มีอาการง่วงนอน  ให้นำรถไปจอดพักหลับในบริเวณที่ปลอดภัย เช่น สถานีบริการน้ำมัน  จุดพักรถริมทาง เพื่อล้างหน้าและพักหลับ หรือผลัดเปลี่ยนผู้ขับขี่ยานพาหนะ  ไม่ควรจอดรถพักหลับริมทางอย่างเด็ดขาด  เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง  และหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

5. หลีกเลี่ยงการจอดรถถ่ายภาพ หรือ ชมวิวทิวทัศน์ข้างทางตามแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะตามเส้นทางขึ้น-ลงเขา  เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง  ควรจอดรถชมวิวหรือถ่ายภาพบริเวณจุดชมวิวเท่านั้น

สำหรับประชาชนที่ใช้บริการรถ โดยสารประจำทางหรือรถรับจ้างส่วนบุคคลสาธารณะ  ควรรอรถในบริเวณป้ายหยุดรถประจำทางหรือจุดบริการจอดรถรับส่งผู้โดยสารเท่า นั้น เพราะการเรียกรถนอกจุดจอดรับ-ส่งดังกล่าว  จะทำให้ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถกะทันหัน  อาจทำให้รถคันหลังหยุดรถไม่ทันจนเกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายได้
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
50  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องพูด คุย สาระความปลอดภัยทั่วไป แบ่งปันไฟล์ข้อมูลความรู้ / ประสบการณ์ล้านอาชีพ ตอน เจ้าหน้าที่บำร­ุงรักษาเสาไฟฟ้าแรงสูง เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2013, 10:37:46 PM
ประสบการณ์ล้านอาชีพ  ตอน เจ้าหน้าที่บำร­ุงรักษาเสาไฟฟ้าแรงสูง





 ::)
51  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ท่องเที่ยว พักผ่อน สบายๆสไตล์ จป. / Best Harlem Shake Compilation เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2013, 11:05:46 PM
กำลังดัง   คลายเครียด



 ;D ;D ;D
52  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป การขนส่งสินค้าอันตราย เมื่อ: กุมภาพันธ์ 17, 2013, 06:15:17 AM
คลิป การขนส่งสินค้าอันตราย 1/3

53  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / T.RAD(THAILAND) CO,.LTD. ต้องการรับจป.วิชาชีพ 1 ตำแหน่ง เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2013, 09:03:32 PM
ฝากประชาสัมพันธ์มาทางเมล์ ครับ   รายละเอียดตามไฟล์แนบครับ
 ::)

T.RAD(THAILAND) CO,.LTD. ต้องการรับจป.วิชาชีพ 1 ตำแหน่ง

Darin  Sungtong ( DAW )
Human  Resource Dept.
T.RAD(THAILAND) CO,.LTD.
Tel.  (038) 571-450  ext.127
Fax. (038) 571444
E-mail : hr-safety@trt.co.th

54  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / การใช้เครื่องเจียร์ จะป้องกันดวงตาอย่างไร มาดูคลิปนี้กันครับ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2013, 12:26:35 PM
การใช้เครื่องเจียร์ จะป้องกันดวงตาอย่างไร มาดูคลิปนี้กันครับ

1. เครื่องเจียร์ ต้องมี Guard  และต้องใช้มัน
2. สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตา    Safety Glasses, Goggle , Faceshield
     [เลือก ใช้ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงในงานที่ทำ ]


ดาวน์โหลด วิดีโอนี้    คลิ้กที่นี่    ครับ

ที่มา : WorksafeBC.com
55  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / ทำงานกับเครื่องจักรที่มีการหมุน ใส่หรือไม่ใส่ถุงมือ มาดูคลิปนี้กันครับ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2013, 12:07:34 PM
ทำงานกับเครื่องจักรที่มีการหมุน ใส่หรือไม่ใส่ถุงมือ มาดูคลิปนี้กันครับ


 ::)
56  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / Honda ประกาศลงทุนเพิ่มกว่า 20,060 ล้านบาทในไทย สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ปราจีนบุรี เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2013, 11:18:24 AM
Honda ประกาศลงทุนเพิ่มกว่า 20,060 ล้านบาทในไทย  สร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดปราจีนบุรีพร้อมขยายกำลังการผลิตที่อยุธยา

ประกาศสร้างโรงงานแห่งใหม่ ด้วยเงินลงทุนกว่า 17,150 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิต 120,000 คันต่อปี
 · ลงทุนเพิ่มอีก 2,910 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงานอยุธยาให้เป็น 300,000 คันต่อปี ในปี 2557
 · ในปี 2558 เมื่อรวมกำลังการผลิตโรงงานทั้ง 2 แห่ง  ฮอนด้าจะมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 420,000 คันต่อปี  เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยและการส่งออก


   

กรุงเทพมหานคร – 6 กุมภาพันธ์ 2556 –

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)  จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย  ประกาศแผนการลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่มูลค่า 17,150  ล้านบาทในจังหวัดปราจีนบุรี โดยโรงงานแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิต 120,000  คันต่อปี เริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2556 นี้  และจะเริ่มเปิดเดินสายการผลิตได้ในปี 2558  พร้อมทั้งประกาศขยายกำลังการผลิตในโรงงานผลิตรถยนต์ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพิ่มเป็น 300,000 คันต่อปีภายในต้นปี 2557  เมื่อรวมกำลังการผลิตจากโรงงานทั้งสองแห่งจะส่งผลให้ฮอนด้ามีกำลังการผลิตรถ ยนต์โดยรวมที่ 420,000 คันต่อปี ในปี 2558 
              มร. ฮิโรชิ โคบายาชิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท  เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล  (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว  ฮอนด้าต้องเผชิญกับความท้าทายมากมายสืบเนื่องจากมหาอุทกภัยในปลายปี 2554  ที่ทำให้ต้องหยุดการผลิตที่โรงงานอยุธยา  แต่ด้วยความมุ่งมั่นของพนักงานฮอนด้า  ประกอบกับแรงสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากทุกภาคส่วนล้วนเป็นกำลังใจให้สามารถ กลับมาเดินสายการผลิตได้ในปลายเดือนมีนาคม 2555  และหลังจากนั้นภายในเวลาเพียง 9 เดือน  ฮอนด้ามีการรุกตลาดด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 10 รุ่น  ตลอดจนความสำเร็จของรถยนต์รุ่นบริโอ้ อเมซ  เหล่านี้ล้วนส่งผลให้ฮอนด้าสามารถสร้างยอดจำหน่ายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์  เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พันธสัญญาของฮอนด้าที่มีต่อประเทศไทยไม่เคยสั่นคลอน  ทั้งยังทำให้กลับมาได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม
         “ฮอนด้าจะผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อตลาดในอาเซียน โอเชียเนีย  และประเทศต่างๆ ทั่วโลก การขยายการลงทุนในประเทศไทยในครั้งนี้  เป็นการแสดงความมุ่งมั่นในการเติบโตเคียงข้างสังคมไทย  และยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต  รวมทั้งแนวโน้มความต้องการรถยนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากระดับ รายได้ของคนไทยที่เพิ่มสูงขึ้น  และพร้อมตอบสนองความต้องการรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่ประหยัดเชื้อเพลิงในตลาด โลก  โดยฮอนด้าจะลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี  ด้วยงบลงทุนกว่า 17,150 ล้านบาท  พร้อมกับการเพิ่มการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า ที่จังหวัดอยุธยา” มร.โคบายาชิ กล่าว
              ภายใต้แผนการดำเนินธุรกิจระยะกลางในช่วงต่อไป  ซึ่งจะสิ้นสุดปีงบประมาณในเดือนมีนาคม 2560  ฮอนด้าตั้งเป้าหมายในการส่งต่อความสุขให้กับลูกค้าทั่วโลกมากถึง 39 ล้านคน  ซึ่งประกอบไปด้วยลูกค้าผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 25 ล้านคน  ลูกค้าผู้ใช้เครื่องยนต์อเนกประสงค์ 8 ล้านคน และลูกค้าผู้ใช้รถยนต์อีก 6  ล้านคน  ด้วยความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มอบความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า  ด้วยความรวดเร็ว ในราคาที่ย่อมเยา และมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ
             เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ท้าทายนั้น  ฮอนด้าต้องเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระดับโลก  เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ดีที่สุด ในต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้  โดยมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1)  การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆ กันใน 6  ภูมิภาคโดยแต่ละภูมิภาคจะมีส่วนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน  ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการพัฒนา  การแนะนำรถยนต์รุ่นเดียวกันในทุกภูมิภาคในเวลาไล่เลี่ยกัน  จะช่วยให้กำหนดภาพรวมการผลิตในระดับโลกได้  ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการจัดหาชิ้นส่วน 2)  ประยุกต์การออกแบบให้เข้ากับแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้วัตถุดิบ  และโครงสร้างการผลิตที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่นให้มากที่สุด  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 3)  การปรับปรุงประสิทธิภาพและขยายขีดความสามารถในการผลิต
         “สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าแห่งใหม่ ที่จังหวัดปราจีนบุรี  เบื้องต้นมีมูลค่า 17,150 ล้านบาท ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 1,600 ไร่ (ประมาณ  2.56 ล้านตารางเมตร) โดยมีพื้นที่อาคารสำนักงานและอาคารโรงงาน 134 ไร่  (ประมาณ 214,000 ตารางเมตร) โรงงานแห่งใหม่นี้ จะมีกำลังการผลิต 120,000  คันต่อปี มีกำหนดเปิดเดินสายการผลิตในปี 2558 สร้างโอกาสในการจ้างงานประมาณ  2,500 อัตรา รวมพนักงานอัตราจ้างตามฤดูกาล” มร. โคบายาชิ กล่าว
             ฮอนด้ามุ่งมั่นที่จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่นี้ให้เป็นโรงงานที่มี เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย   โดยจะนำนวัตกรรมการผลิตอันล้ำสมัยของโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าที่โยริอิ  ประเทศญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้  ซึ่งจะช่วยลดเวลาในกระบวนการผลิตแต่ละขั้นตอนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาก ขึ้น ตั้งแต่กระบวนการเชื่อมตัวถัง การพ่นสี  ไปจนถึงการประกอบรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  จึงทำให้โรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่นี้เป็นโรงงานที่มีความก้าวหน้าในการลดการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมีระบบการใช้น้ำหมุนเวียน  เพื่อลดการใช้น้ำในทุกขั้นตอนการผลิตด้วย
           โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตรถยนต์ซับคอมแพคท์  เพื่อรองรับตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก  โดยฮอนด้าจะเดินหน้าเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนรุ่น  เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่ขยายตัวในประเทศไทย  รวมไปถึงป้อนตลาดต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง  แอฟริกา กลุ่มประเทศในแถบทะเลแคริบเบียน และนานาประเทศทั่วโลก” มร.โคบายาชิ  กล่าว
            ในส่วนของโรงงานฮอนด้าในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ปัจจุบันได้มีการปรับเพิ่มกำลังการผลิตจาก 240,000 คันเป็น 280,000  คันต่อปี เมื่อสิ้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา  โดยใช้เงินลงทุนขยายกำลังการผลิตในระยะแรกประมาณ 880 ล้านบาท  เพื่อยกระดับเครื่องมืออุปกรณ์และระบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ทั้งยังเตรียมเพิ่มการลงทุนระยะที่ 2 ในเดือนเมษายนนี้ อีก 2,030 ล้านบาท  เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 300,000 คันต่อปีภายในต้นปี 2557
           “เมื่อผนวกรวมการขยายกำลังผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าที่อยุธยาและโรง งานแห่งใหม่ที่ปราจีนบุรีเข้าด้วยกัน ฮอนด้าจะมีกำลังผลิตรวม 420,000  คันต่อปี ในปี 2558 สำหรับสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศและการส่งออกอยู่ที่  70:30 หรือผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ 300,000 คันและส่งออกอีก 120,000 คัน”  มร. โคบายาชิ อธิบาย
            ฮอนด้ามองภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในปี 2556 ว่า  จะสามารถคงยอดจำหน่ายได้ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าปีที่แล้วเพียงเล็กน้อย  โดยคาดการณ์ยอดจำหน่ายไว้ประมาณ 1.2 ล้านคัน สำหรับฮอนด้าเอง  ตั้งเป้ายอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไว้มากกว่า 200,000 คัน 
            มร. โคบายาชิ กล่าวสรุปว่า “ในปี 2555   ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน  ทั้งยังเป็นตลาดที่สำคัญยิ่งของฮอนด้า  บทบาทของฮอนด้าจะไม่หยุดอยู่ที่การเป็นบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ที่มีคุณภาพให้ แก่ลูกค้าชาวไทยเท่านั้น  เรามุ่งมั่นในการสร้างสรรค์องค์กรให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กร ที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่  ควบคู่ไปกับการพัฒนาการดำเนินงานและขยายการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐาน การผลิตหลักเพื่อการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก  แผนการลงทุนครั้งสำคัญนี้  นับเป็นความท้าทายอีกครั้งที่พนักงานฮอนด้าทุกคนพร้อมที่จะเดินหน้าสู่ความ สำเร็จในอนาคตเคียงข้างไปกับการเติบโตของสังคมไทย”


 ::)
ที่มา : autospinn.com
57  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป Fitting the Work to the Worker เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2013, 09:21:14 PM
Everybody understands the importance of eliminating industrial accidents  and injuries...but there's a more subtle health hazard that isn't  nearly as obvious. Overuse or wear and tear injuries associated with  everyday job tasks can take months or even years to become apparent, but  they can be just as debilitating as a traumatic injury.

These  work-related musculo-skeletal disorders may seem minor, but they're no  small problem. Injuries like these account for roughly one-third of the  frequency and two-thirds of the costs associated with workplace safety  issues. Everybody loses when they occur.

To minimize the pain,  suffering and dollar cost of work related musculo-skeletal disorders,  employees and management must team up to create a better fit between  people and the workplace. Ergonomics is the science of fitting the work  to the worker. The goal is to help everyone work smarter, not harder.
58  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / เปิดจำหน่าย หมวกปัก จป.ดอทคอม รุ่นที่ 1 ของที่ระลึก สำหรับ เพื่อนๆ สมาชิก เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2013, 07:25:49 PM
สวัสดีครับ  เพื่อนๆ สมาชิกทุกท่าน

ทางเว็บ ขออนุญาตเปิดจำหน่าย หมวก จป.ดอทคอม  รุ่นที่ 1

    สำหรับเป็นของที่ระลึก สำหรับ เพื่อนๆ สมาชิก จป.ดอทคอม  สังคมดีๆของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์  ตามรายละเอียดดังนี้ครับ




ใบละ 299  บาท  รวมค่าจัดส่ง EMS
จำนวน  100  ใบ 


กติกา โอนเงินมาก่อนนะครับ

1. การโอนเงิน บัญชีที่ โอน
  1.1  ธนาคาร       กรุงเทพ สาขาอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง
        ประเภท       ออมทรัพย์ 
        ชื่อบัญชี      นายณัฐธนนท์   เศรษฐ์กุลพาณิช
        เลขที่บัญชี    940-0-34914-9

   1.2  ธนาคาร       กสิกร สาขาบิ๊กซี  สมุทรปราการ
         ประเภท       ออมทรัพย์ 
        ชื่อบัญชี        นายณัฐธนนท์   เศรษฐ์กุลพาณิช
        เลขที่บัญชี     598-2-05232-9


2. การแจ้งโอนเงิน และ ชื่อจริง + ที่อยู่ในการจัดส่ง   
   
แจ้งจำนวนเงินที่โอน  วันที่ที่โอน  ( + แนบสลิปถ้าสามารถทำได้)

     
สามารถทำได้ 3 วิธีดังนี้
      2.1)  โพสต์แจ้งในกระทู้นี้
      2.2)  เมล์แจ้งที่    jorpor.com@gmail.com
      2.3)  PM (ข้อความส่วนตัว ) หาผม

      จะ  update  รายชื่อและสถานะในกระทู้นี้ครับ
                     
                   

3.  การจัดส่ง   
   
   
จัดส่ง โดย ไปรษณีย์ EMS 


ขอบคุณครับ
ณัฐธนนท์ ศ.  โทร. 085-111-7557
59  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องโชว์ ผลงาน / กิจกรรมของสมาชิก / ERT สำโรง จัดอบรม Basic Fire Fighting ให้ TMAP-EM 4 กลุ่ม เมื่อ: มกราคม 16, 2013, 09:15:37 PM
ประชาสัมพันธ์กิจกรรมดีๆของบริษัทหน่อยครับ
ERT สำโรง จัดอบรม Basic Fire Fighting ให้ TMAP-EM 4 กลุ่ม
60  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ท่านถาม พวกเราช่วยกันตอบ / ช่วยแสดงความคิดเห็นโลโก้เว็บใหม่หน่อย ครับ เมื่อ: มกราคม 08, 2013, 09:54:52 PM


ออกแบบโลโก้เว็บใหม่  ลูกสาว ป.1 บอกเหมือนฝาน้ำอัดลม  :-X

ช่วยแสดงความคิดเห็นกันหน่อย ว่าต้องปรับปรุงอะไรเพิ่มบ้างครับ
 :P :-* :wanwan044:
61  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องพูด คุย สาระความปลอดภัยทั่วไป แบ่งปันไฟล์ข้อมูลความรู้ / ความสุขและความทุกข์ของคนทำงาน เมื่อ: มกราคม 06, 2013, 07:27:53 PM

  •          
                               
                         
                มรสุมที่กลุ่มคนในวัยทำงานกำลังประสบกันอยู่ทุกวันนี้  ได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นราคาสินค้าต่างๆ  ที่ไม่สอดคล้องกับค่าจ้างที่แท้จริง ความขัดแย้งทางการเมือง  ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ  ตลอดจนความไม่มั่นคงในอาชีพและการมีรายได้ที่ไม่แน่นอน  ปัญหาทั้งมวลนี้กำลังบั่นทอนสภาพจิตใจของคนในวัยแรงงาน  โดยมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงความสุขและทุกข์ของกลุ่มแรงงานดังนี้
             อัตราการฆ่าตัวตาย
     
        ปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นตัวสะท้อนที่ทำให้เห็นถึงการมีภาวะความเครียด  โดยแนวโน้มของผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่ คือ กลุ่มคนในวัยทำงาน  โดยเฉพาะคนที่อยู่ในช่วงอายุ 25-59 ปี
   
    1. ช่วงอายุที่มีการฆ่าตัวตายสูง
   
         ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข  แสดงให้เห็นแนวโน้มปัญหาการฆ่าตัวตายของประชากรในกลุ่มคนวัยต่างๆ ตั้งแต่ปี  2548-2553 พบว่า  เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นกับกลุ่มวัยทำงาน  กลุ่มคนในวัยทำงานอายุระหว่าง 15-59 ปี  เป็นกลุ่มคนที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด 7.1 ต่อแสนประชากร  สาเหตุของการฆ่าตัวตาย คือ ความเครียด รองลงมา คือ โรคซึมเศร้า ติดยาเสพติด  และการเจ็บป่วยทางกาย
   
         ทั้งนี้ในจำนวนกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 25-59 ปี  มีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 4.6 ต่อแสนประชากร  มากกว่ากลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15-29 ปี  ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ที่ 2.2 ต่อแสนประชากร ซึ่งสาเหตุอันดับ 1  ที่ทำให้วัยรุ่นฆ่าตัวตายมากที่สุด คือ ผิดหวังในเรื่องความรัก  ประสบกับปัญหาการเล่าเรียน และปัญหาทางด้านครอบครัว (ดังตารางที่ 1)
     
     
    ตารางที่ 1 อัตราตายจากการฆ่าตัวตาย จำแนกตามกลุ่มอายุปี 2548-2553
     
     
    2.  สัดส่วนของเพศในกลุ่มวัยแรงงานที่มีการฆ่าตัวตายสูง
   
         นอกจากนี้ยังพบว่า  ผู้ที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเกือบ 4  เท่าตัวของการฆ่าตัวตายของทุกปี  โดยข้อมูลล่าสุดของอัตราการฆ่าตัวตายในเพศชาย คือ ร้อยละ 77.1  ส่วนอัตราการฆ่าตัวตายในเพศหญิงอยู่ที่ ร้อยละ 22.4 (ดังภาพที่ 1)
     
     
    ภาพที่ 1 สัดส่วนการฆ่าตัวตายของวัยแรงงานอายุ 15-59 ปี จำแนกเพศ 2542-2553
   
     
    การประกอบอาชีพและมิติของความสุข
     
         สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับคะแนนสุขภาพจิต  โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551  จากจำนวนครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 27,000 ครัวเรือน  เพื่อให้ทราบถึงสภาพของสังคมไทยเกี่ยวกับพฤติกรรม ค่านิยม วัฒนธรรม  และสุขภาพจิตของคนไทย พบว่า  อาชีพข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสุขภาพจิตดีกว่า อาชีพอื่น เพราะมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ  โดยมีคะแนนสุขภาพจิตสูงสุดอยู่ที่ 33.8 จากคะแนนเต็ม 45 คะแนน รองลงมาคือ  นักเรียน (32.6 คะแนน) ผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว (32.2 คะแนน) และเกษตรกร  (32.1) ส่วนอาชีพที่มีสุขภาพจิตต่ำกว่าอาชีพอื่น คือ อาชีพรับจ้างรายวัน  (30.1 คะแนน) เพราะเป็นอาชีพที่ไม่มีความมั่นคงและมีรายได้ที่ไม่แน่นอน  (ดังภาพที่ 2)
     
    ภาพที่ 2 คะแนนสุขภาพจิตคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป จำแนกตามอาชีพปี 2551 (คะแนนเต็ม 45 คะแนน)
   
     
         นักวิชาการส่วนใหญ่กล่าวไว้ว่า  ปัญหาการฆ่าตัวตายนั้นเป็นความสูญเสียทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคม  โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานซึ่งถือเป็นผู้ที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนระบบ เศรษฐกิจของ
    ฉะนั้นชีวิต  โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานที่มีความยากลำบากและไม่มีความมั่นคงในชีวิต  อย่างเช่น กลุ่มแรงงานรับจ้างรายวัน  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรหันมาให้การอบรมส่งเสริมความรู้  พร้อมกับสร้างทักษะในการแก้ไขปัญหา
     
    สถานการณ์โรคและการเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพ
     
        การเจ็บป่วยของ แรงงานในระบบจากฐานข้อมูลประกันสังคม พ.ศ. 2551 ยังพบว่า  มีผู้ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานทั่วประเทศจำนวน 176,502 ราย  โดยจำแนกออกเป็นผู้ป่วยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมากที่สุด จำนวน  111,740 ราย รองลงมาได้แก่ เขตภาคกลาง จำนวน 40,892 ราย เขตภาคใต้ จำนวน  8,220 ราย เขตภาคเหนือ จำนวน 8,165 ราย และเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน  7,485 ราย ตามลำดับ
          จากผลการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี พ.ศ. 2552  มีแรงงานนอกระบบที่เคยได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุมีจำนวนถึง 4.6 ล้านคน  หรือ คิดเป็นร้อยละ 18.9 ของกลุ่มแรงงานนอกระบบ  และพบว่ามีแรงงานนอกระบบที่ได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุมีจำนวนเฉลี่ยวันละ  12,603 คนต่อวัน  โดยลักษณะของการเกิดอุบัติเหตุและบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากการถูกของมีคมบาด  หรือทิ่มแทงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 68.7 รองลงมาเป็น การพลัดตกหกล้ม  ร้อยละ 13.5 การชนและกระแทก ร้อยละ 7.8 ไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก ร้อยละ 3.9  อุบัติเหตุจากยานพาหนะ ร้อยละ 3.7 ได้รับสารเคมี ร้อยละ 1.2 ไฟฟ้าช็อต  ร้อยละ 0.4 และอื่นๆ ร้อยละ 0.8 ตามลำดับ
   
          อย่างไรก็ตาม สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค  ได้รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยด้วยโรคจากสารเคมีจากการประกอบอาชีพทั่วประเทศไว้ ว่า ในปี พ.ศ. 2551 พบผู้ป่วยทั้งหมด 2,141 ราย  ในจำนวนนี้ป่วยด้วยพิษจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์มากที่สุดเป็นจำนวน  1,705 ราย รองลงมาได้แก่ โรคพิษจากสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 165 ราย  โรคปอดนิวโมโคนิโอซิส 135 ราย โรคพิศจากก๊าซและไอระเหย 69 ราย  โรคพิษแมงกานีส พิษปรอทและพิษสารหนู 42 ราย และโรคพิษตะกั่ว 25 ราย  เมื่อวิเคราะห์การเจ็บป่วยในแต่ละโรคแล้ว พบว่า โรคต่างๆ  นั้นมีความสำพันธ์กับการทำงาน ซึ่งสำนักระบาดวิทยา  กรมควบคุมโรคได้รายงานสิถิติการเจ็บป่วยของแต่ละกลุ่มโรคซึ่งจำแนกตามกลุ่ม อาชีพไว้ดังนี้
   
   
    โรคจากการประกอบอาชีพที่สำคัญ
   
    1. โรคพิษจากสารกำจัดศัตรูพืช (Pesticide poisoning)
   
          สารเคมีกำจัดเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ถูกนำมาใช้ทั้งในการเกษตรและกำจัดแมลงใน บ้านเรือน  ดังนั้นทั้งตัวเกษตรกรเองและคนทั่วไปจึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมี จากการสัมผัสต่างๆ เช่น ทางผิวหนัง ช่องปาก และทางลมหายใจ ในปี พ.ศ. 2543 –  2552 มีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช  เฉลี่ยปีละ 1,996 ราย สูงสุดในปี พ.ศ.2543 จำนวน 3,109 ราย ต่ำสุดในปี พ.ศ.  2549 จำนวน 1,251 ราย โดยหลังจากนั้นมีแนวโน้มการป่วยลดลงอย่างต่อเนื่อง  เพราะมีการแยกการรายงานที่มีสาเหตุจากการทำร้ายตนเองออก (ดังภาพที่ 1)
     
     
    ภาพที่ 1 Reported Cases of Pesticide poisoning per 100,000 Population, by Year, Thailand, 2000 - 2009
   
          จากการรายงานข้อมูลในปี พ.ศ. 2552 พบว่า  อาชีพที่ป่วยด้วยโรคนี้สูงสุด ได้แก่ อาชีพเกษตรกร จำนวน 694 ราย (ร้อยละ  41.04) รองลงมา คือ รับจ้าง 420 ราย (ร้อยละ 24.84)  เด็กในปกครองและเด็กนักเรียน 448 (ร้อยละ 26.49) และอาชีพอื่นๆ 129 (ร้อยละ  7.63)
   
          ตลอดทั้งปีของทุกปีจะพบผู้ป่วยสูงในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม  ในปี พ.ศ. 2552 สถิติที่พบผู้ป่วยสูงสุดจะอยู่ในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม  และสิงหาคม รวม 561 ราย (ร้อยละ 33.18)  ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนเกษตรกรเริ่มเพาะปลูกและมีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรู ร่วมด้วย (ดังภาพที่ 2)
     
     
    ภาพที่ 2 Reported Cases of Pesticide poisoning, by Month, Thailand, 2009 (2552)
   
    2.โรคพิษจากสารทำละลายอินทรีย์ (Organic solvent poisoning))
   
         สารระเหยและสารทำละลายอินทรีย์เป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  และถูกนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย อาทิเช่น  อุตสาหกรรมการผลิตอิเลคทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ ทอผ้า ย้อมผ้า ฯลฯ  ซโดยสารพิษดังกล่าวส่งผลกระทบให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตต่อผู้สัมผัส  สารละลายอินทรีย์ที่ก่อให้เกิดพิษที่สำคัญ ได้แก่ เบนซีน โทลูอีน สไตรีน  ไตรคลอโรเอธีนลีน และอื่นๆ เป็นต้น
   
          จากการรายงานข้อมูลผู้ป่วยในปีพ.ศ. 2547-2552 พบว่า  แนวโน้มของผู้ป่วยด้วยโรคพิษจากสารละลายอินทรีย์มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี  2550 แต่หลังจากนั้นก็มีแนวโน้มลดลงในปีถัดมา (ดังภาพที่ 3)
     
    ภาพที่ 3 Reported Cases of Organic solvent poisoning per 100,000 Population, and Case fatality Rate, by Year, Thailand, 2000 - 2009
   
    ที่มา :รายงานโรคพิษจากสารทำละลายอินทรีย์ (Organic solvent Poisoning) อ้างใน สรุปรายการการเฝ้าระวังโรค 2552
     
     
         โดยข้อมูลในปี พ.ศ. 2552 พบว่า อาชีพที่ป่วยด้วยโรคนี้สูงสุดคือ  อาชีพรับจ้าง 35 ราย (ร้อยละ 23.64) รองลงมาคือ เกษตรกรรม 30 ราย (ร้อยละ  20.27) และนักเรียน 11 ราย (ร้อยละ 7.43) และ ไม่ทราบอีก 53 ราย (ร้อยละ  35.81)
   
    3. โรคปอดจากการประกอบอาชีพ
   
          โรคปอดเกิดจากการสูดเอาอณูของสารพิษเข้าไปข้างในทำให้เกิดการระคายเคือง  หรือเป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ ปอดจะถูกทำลายหรือเป็นพังผืดที่เนื้อปอด  และสูญเสียการทำงานไปในที่สุด
   
         จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลังของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค  ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 จนถึง ปีพ.ศ. 2552 พบว่า  แนวโน้มของผู้ป่วยด้วยโรคปอดจากการประกอบอาชีพมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  (ดังภาพที่ 4)
     
    ภาพที่ 4 Reported Cases of Occupational lung diseases per 100,000 Population, by Year, Thailand, 2009 2000 - 2009
   
     
   
    ทั้งนี้  โรคปอดยังจำแนกออกเป็นโรคปอดที่เกิดจากการทำงาน โดยการสัมผัสฝุ่นอนินทรีย์  เช่น ซิลิโคลิส และฝุ่นแร่อื่นๆ ดังมีข้อมูลผู้ป่วยดังนี้
   
    3.1 โรคปอดจากฝุ่นหินทราย (Silicosis)
   
        จากรายงานผลการเฝ้าระวังโรคปอดจากฝุ่นหินทรายในช่วงปี 2545- 2552  ของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม  ร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรค และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ  ด้วยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของพนักงานโรงโม่หิน ชุมชนโรงโม่หิน  และกลุ่มสกัดครกหิน พบว่า  มีแนวโน้มของผู้ที่มีสมรรถภาพปอดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเพิ่มขึ้น โดยในปี 2552  จากการตรวจสุขภาพรายใหม่ด้วยการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของโรงพยาบาลจังหวัด ชลบุรี ในกลุ่มพนักงานโรงโม่หินจำนวน 861 คน กลุ่มสกัดครกหินอ่างศิลา จำนวน  58 คน กลุ่มชุมชนโรงโม่หิน จำนวน 31 คน พบว่า  มีอุบัติการณ์โรคปอดฝุ่นหินในกลุ่มสกัดครกหินมากที่สุด ร้อยละ 10.34  รองลงมา ได้แก่ กลุ่มชุมชนโรงโม่หิน ร้อยละ 9.68 และกลุ่มพนักงานโรงโม่หิน  ร้อยละ 3.48
   
    3.2 โรคปอดจากแร่ใยหิน (Asbestosis)
   
        จากรายงานการเฝ้าระวังและค้นหาโรคปอดจากแร่ใยหินของกรมควบคุมโรคในปี  2551 ในกิจการประเภทเดียวกันจำนวน 14 แห่งในกลุ่มคนงานที่เสี่ยง พบว่า  มีผู้ผิดปกติเป็นโรคนี้ จำนวน 39 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.9  และมีคนทำงานที่คาดว่าจะป่วยจากแร่ใยคิดในอนาคตจำนวน 20 ราย โดยการทำ  High-Resolution CT Scan
   
         ทั้งนี้มีผลการตรวจฝุ่นแร่ใยหินในสภาพแวดล้อมการทำงานที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ของ ACGIH (American Conference of Industrial Hygienists) จำนวน 16  ตัวอย่าง และเกินเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ตัวอย่าง
   
    4. สารพิษจากตะกั่ว (Leading poisoning)
   
        ตะกั่วเป็นแร่ธาตุประเภทโลหะหนักถูกนำมาใช้ในขบวนการผลิต เช่น  โรงงานถลุงและหลอมตะกั่ว โรงงานทำแบตเตอรี่ ทำหม้อน้ำรถยนต์ สีทาบ้าน  เป็นต้น สาเหตุของการป่วยเกิดจากการสูดไอตะกั่ว หรือกิน  หรือสัมผัสสารตะกั่ว (ดูดซึมผ่านผิวหนัง) เป็นเวลานาน  จนร่างกายมีการสะสมสารตะกั่ว  ถึงระดับที่เป็นพิษมักเกิดจากการประกอบอาชีพในโรงงานที่มีสารตะกั่ว
   
        จากรายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา พบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2552  มีรายงานผู้ป่วยพิษสารตะกั่ว จำนวน 397 ราย เฉลี่ยปีละ 39.7 ราย  จากแนวโน้มการป่วย พบ ผู้ป่วยสูงสุดในปี พ.ศ. 2544 จำนวน 104 ราย  และพบผู้ป่วยต่ำสุดในปี พ.ศ. 2548 จำนวน 14 ราย  หลังจากนั้นแนวโน้มการเจ็บป่วยก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ (ดังภาพที่ 5
     
    ภาพที่ 5 Reported Cases of Lead poisoning per 100,000 Population, by Year, Thailand, 2000 - 2009
   
62  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องพูด คุย สาระความปลอดภัยทั่วไป แบ่งปันไฟล์ข้อมูลความรู้ / จี้อสมท.ถอดโฆษณาวิทยุแร่ใยหิน อ้างไม่เป็นอันตราย-สวนมติครม.ชี้ให้ข้อมูลเท็จ เมื่อ: มกราคม 06, 2013, 07:14:16 PM
       เครือข่ายทีแบนจี้อสมท.ถอดสปอตโฆษณาในรายการวิทยุ จวกออกอากาศสวนมติครม.  ระบุแร่ใยหินไม่อันตราย ชี้ละเมิดสิทธิผู้บริโภค  วอนระงับทันทีและรับผิดชอบสังคม ด้านสภาที่ปรึกษาฯ  ส่งหนังสือครม.เพิ่มมาตรการป้องกันสุขภาพจากแร่ใยหิน เร่งยกเลิก5ผลิตภัณฑ์  เพิ่มมาตรการป้องกันผลกระทบรื้อถอน                     
    แม้จะมีความพยายามให้ประเทศไทย  โดยรัฐบาลออกกฎหมายบังคับยกเลิกการใช้วัสดุแร่ใยหิน  เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  โดยเฉพาะก่อให้เกิดมะเร็งเยื่อหุ้มปอดมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบว่า  การรณรงค์ของกลุ่มสมาพันธ์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และ  ผู้แทนเครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินประเทศไทย (ทีแบน)  จะยังดูเหมือนไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลเท่าที่ควร แม้จะเคยมีการออกมติ  ครม.ให้ยกเลิกใช้วัสดุแร่ใยหินไปแล้ว
     
    ล่าสุดภาคอุตสาหกรรมมีความพยายาม ให้ชะลอการบังคับใช้กฎหมายออกไป  พร้อมทั้งปล่อยโฆษณาผ่านสื่อวิทยุ  ให้ข้อมูลตอบโต้เผยแพร่ในรายการวิทยุขององค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย  (อสมท.) ด้วย ทำให้ในที่สุดกลุ่มทีแบน  จึงส่งหนังสือเรียกร้องความรับผิดชอบจากอสมท.  โดยขอให้ถอนโฆษณาที่สร้างความเข้าใจผิดกับประชาชนชิ้นนี้ออกทันที
     
     
     
   
     
     
     
    ส่งหนังสือให้รัฐบาลยกเลิกแร่ใยหิน
     
     
    ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม ประธานคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข  และคุ้มครองผู้บริโภค สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กล่าวว่า  จากการที่สป.โดยคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข  และคุ้มครองผู้บริโภค  ได้ศึกษาและรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการจัดการอันตรายจากแร่ใยหิน  เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค จึงส่งหนังสือแก่คณะรัฐมนตรี  โดยมีข้อสรุปเพิ่มเติมจากเดิมที่เคยมีข้อเสนอ  ให้เร่งรัดให้ยกเลิกการนำเข้าวัตถุดิบแร่ใยหิน  ยกเลิกการผลิตและการจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินและมีวัตถุดิบ ทดแทน ภายในปี 2556 ซึ่งให้เริ่มจากการยกเลิกผลิตภัณฑ์ 5 ประเภท คือ  กระเบื้องแผ่นเรียบ กระเบื้องยางปูพื้น ผ้าเบรก และคลัทซ์ ท่อซิเมนต์ใยหิน  และกระเบื้องมุงหลังคา การทำให้สังคมไทยปลอดแร่ใยหิน  การประชาสัมพันธ์อันตราย
     
     
                “สิ่งที่เพิ่มเติมคือ การกำหนดวิธีรื้อถอนวัสดุ การทำลาย  เพื่อไม่ให้แร่ใยหินฟุ้งกระจาย ให้เกิดความปลอดภัยทั้งผู้รื้อถอน  และผู้อยู่ใกล้เคียง อีกทั้งรัฐบาลควรจัดทำเป็นนโยบายระดับชาติ  เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ขับเคลื่อนการทำงาน ออกเป็นกฎหมาย  ประกาศหรือแนวปฏิบัติโดยทั่วกัน โดยที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม  ทำเพียงสั่งให้ศึกษาซ้ำแม้ว่าจะมีการศึกษาแล้วว่า แร่ใยหินทำให้เกิดอันตราย  ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการระงับการใช้แร่ใยหิน” ดร.สุปรีดิ์กล่าว
     
     
   

    จี้อสทม.รับผิดชอบถอดโฆษณาสร้างความสับสน
     
     
    ด้านน.พ.อดุลย์ บัณฑุกุล  เลขาธิการสมาพันธ์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน  และผู้แทนเครือข่ายรณรงค์ยกเลิกแร่ใยหินประเทศไทย (ทีแบน) กล่าวว่า  จากการติดตามเพื่อให้เกิดการยุติการใช้แร่ใยหิน กลับพบว่า  ขณะนี้มีการออกโฆษณาผ่านวิทยุในเครือ อสมท.เช่น FM 95 MHz  FM 100.5MHz โดยเป็นการโฆษณาในลักษณะค้านกับมติครม.  และทำให้เกิดความสับสนของสังคม  เนื่องจากมีการใช้ข้อความว่า “แพทย์ได้ออกมารับรองว่า  การใช้แร่ใยหินไม่เป็นอันตราย และทนทาน” ซึ่งไม่เป็นความจริง  และละเมิดสิทธิผู้บริโภคโดยการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ
     
    ขณะที่ รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์  ผู้จัดการแผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภค  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า จากการศึกษาจนพบว่าแร่ใยหิน  เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด และมะเร็งเยื่อหุ้มปอด  ซึ่งยืนยันได้จากงานวิจัยในหลายประเทศทั่วโลก  และมีประเทศที่หยุดนำเข้าแร่ใยหินแล้วเกือบ 60 ประเทศทั่วโลก  และพบผู้เสียชีวิตจากแร่ใยหินในประเทศไทยแล้ว 3 ราย  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ได้ออกประกาศให้สินค้าที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหิน เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก  ต้องระบุในฉลากว่า “ระวังอันตราย สินค้านี้มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ  การได้รับสารนี้เข้าสู่ร่างกายอาจทำให้เกิดมะเร็งและโรคปอด” การออกโฆษณาว่า แร่ใยหินไม่เป็นอันตราย จึงเป็นการให้ข้อมูลเท็จแก่ผู้บริโภค  และจำเป็นต้องยุติการเผยแพร่โฆษณาดังกล่าวรวมทั้งต้องโฆษณาแก้ไขข้อมูลที่ ถูกต้องด้วย
     
     
                  “ศาลปกครองเคยยกฟ้องกรณีที่บริษัทบางแห่งที่ยื่นคัดค้านการออกคำสั่งให้ติด ฉลากของ สคบ.เนื่องจากการทำฉลากดังกล่าว มีข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจน  จากทั้งองค์การอนามัยโลก และรายงานทางการแพทย์ในประเทศต่าง ๆ และประเทศไทย  ซึ่งโฆษณาแร่ใยหินดังกล่าว ยังมีความผิดปกติ คือไม่มีชื่อผู้โฆษณา  และโน้มน้าวให้ประชาชนหลงเชื่อในข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งตนได้ยื่นหนังสือ  ถึง อสมท.ในฐานะสื่อของรัฐ  จำเป็นต้องระงับโฆษณาดังกล่าวทันทีและรับผิดชอบต่อสังคม” นายวิทยากล่าว
     
     
    หลายประเทศเลิกใช้แร่ใยหินแล้ว แม้แต่แคนาดาผู้ผลิต
     
     
    ทั้งนี้ก่อนหน้านี้  ในเวทีประชุมกลุ่มรณรงค์ยกเลิกการใช้แร่ใยหินแห่งเอเชีย (A-BAN)  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา  มีกลุ่มสมาชิกซึ่งให้ความสำคัญในการรณรงค์ในการต่อต้านการใช้ใยหิน  จากหลายประเทศ ได้ร่วมกันบอกเล่าถึงประสบการณ์เลวร้าย  อันได้รับจากพิษภัยของแร่ใยหิน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะ  โรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด  ซึ่งมักเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับใยหินโดยตรง  จากการผลิตกระเบื้อง ซิเมนต์ คลัตช์ ท่อน้ำ เป็นต้น  ทำให้ที่ผ่านมามีความพยายามจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศ  พยายามที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายบังคับ  ให้ภาคอุตสาหกรรมยกเลิกการใช้วัตถุที่มีแร่ใยหิน  โดยประเทศที่สามารถออกกฎหมายบังคับ ให้ยกเลิกการใช้แร่ใยหินได้สำเร็จ เช่น  ญี่ปุ่น เกาหลี และแคนาดา  ในขณะที่ฮ่องกงกำลังจะมีการประกาศให้ยกเลิกการวัสดุที่มีแร่ใยหินในไม่ช้า นี้
     
    สำหรับประเทศไทย มีมติครม. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554  ให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินภายในปี 2555  โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม  ทำแผนการแบนแร่ใยหิน แต่ต่อมาได้มีข้อทักท้วงจากผู้ประกอบการ โดยระบุว่า  การออกมติครม.ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  ทำให้ที่ผ่านมาในประเทศไทยยังคงมีการใช้วัสดุที่มีแร่ใยหินในอุตสาหกรรมต่าง  ๆ  โดยรัฐบาลเองก็ไม่ได้จริงจังที่จะผลักดันให้เกิดการบังคับใช้อย่างเคร่งครัด  ซึ่งแท้จริงแล้วกระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง  แต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้แต่อย่างใด มีเพียงความหวังว่า  หากประเทศต่าง ๆ ยกเลิกการใช้วัสดุแร่ใยหิน  ก็อาจะทำให้สินค้าของไทยจะไม่สามารถขายได้  ในที่สุดการบังคับให้ยกเลิกการใช้แร่ใยหินจะสำเร็จในที่สุด
     
   
   
     

    รณรงค์หลายปีแต่ยังไม่คืบหน้า
     
     
    นอกจากนี้ ในบทความเรื่อง “ปีใหม่ ขอสังคมไทยไร้แร่ใยหิน” เขียนโดย  น.พ.วิทยา กุลสมบูรณ์ ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ในปี 2553  พยายามชี้ให้เห็นอันตรายของแร่ใยหินตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบุว่า  ปัจจุบันคนไทยยังไม่มีความรู้เรื่องอันตรายจาก แร่ใยหิน หรือ แอสเบสตอส  (Asbestos)  มากนัก ทำให้ไม่เกิดความตระหนักในอันตรายนี้  ทั้งที่มีผู้ที่จะสามารถรับอันตรายจากแร่ใยหินมีอยู่มาก  ทั้งในกลุ่มผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมแร่ใยหิน  แรงงานทั้งก่อสร้างและรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง รวมถึงผู้บริโภคอื่น ๆ  ด้วย ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยอนุญาตให้มีการใช้แร่ใยหินชนิดต่าง ๆ   ปัจจุบันประเทศไทยมีการอนุญาตให้ใช้แร่ใยหินเพียงชนิดเดียวเท่านั้น คือ  แร่ใยหินชนิด ไครโซไทล์ (Chrysotile) หรือ แอสเบสตอสสีขาว  อย่างไรก็ตามมีข้อเสนอให้ยกเลิกการใช้แร่ใยหิน  เพื่อขจัดอันตรายของผู้ใช้แรงงานและผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นองค์ ประกอบ
     
    บทความระบุด้วยว่า แร่ใยหินเป็นวัสดุที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์  ที่ต้องการความทนทานและทนความร้อน เช่น ในกระเบื้องมุงหลังคา  กระเบื้องแผ่นเรียบ ฝ้าเพดาน ฉนวนกันความร้อน ผ้าเบรก ท่อน้ำซีเมนต์  กระเบื้องยางไวนิลปูพื้น และ อุตสาหกรรมสิ่งทอ  เป็นต้น ประเทศไทยมีการใช้แร่ใยหินเป็นจำนวนมาก  จึงมีภาครัฐและภาคเอกชนบางส่วนกังวลว่า ถ้ามีการรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัว  และมีการยกเลิกการใช้แร่ใยหินแล้วจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
     
     
    อันตรายสำคัญเป็นสาเหตุมะเร็งเยื่อหุ้มปอด

     
     
    สำหรับอันตรายที่สำคัญที่เกิดจากแร่ใยหิน น.พ.วิทยาระบุว่า  คือการที่อนุภาคของแร่ใยหินสามารถฟุ้งกระจายสู่ปอด  ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับปอด เช่น โรคปอดอักเสบจากแอสเบสตอส หรือ  แอสเบสโตซิส โรคมะเร็งปอด และ โรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด เป็นต้น  การวินิจฉัยและตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสจากแร่ใยหิน  และการเกิดอันตรายจากแร่ใยหินมีความยากลำบาก  เนื่องจากมีการพัฒนาการของโรคใช้เวลานาน และ  ขึ้นกับจำนวนอนุภาคที่สัมผัสและระยะเวลาของการสัมผัส  การได้รับการวินิจฉัยเมื่อผู้ป่วยมีอาการว่า  มาจากแอสเบสตอสจึงเป็นเรื่องยาก เนื่องด้วยเทคโนโลยีการแพทย์  และอาจถูกกล่าวอ้างว่ามาจากสาเหตุอื่น
     
    จากอันตรายของแร่ใยหินที่พบในประเทศที่พัฒนาแล้ว  มีการยกเลิกในหลายประเทศจำนวนมาก เช่น ในสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์  และจำกัดการใช้ในหลายประเทศ บางประเทศออกกฎหมายการรื้อถอนอาคารเก่าที่มีการ ใช้วัสดุแร่ใยหิน  ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การรณรงค์ให้มีการยกเลิกแร่ใยหิน  มีเครือข่ายทั้งระดับประเทศและระดับสากล  จัดประชุมวิชาการนานาชาติในเรื่องนี้เป็นจำนวนมากและอย่างต่อเนื่อง
     
   
     
     
     
     
    แคนาดาส่งออกค้านเต็มที่แต่ตัวเองไม่ใช้
     
     
    มีความพยายามจากนักวิชาการระดับสากล  ที่ได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจแร่ใยหิน ในประเทศแคนาดา  ที่จะหาข้อโต้แย้งหักล้างว่า แร่ใยหินไครโซไทล์ (Chrysotile) หรือ  แอสเบสตอสสีขาว เป็นแร่ใยหินที่ไม่เป็นอันตราย มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า  ประเทศแคนาดาส่งออกแร่ใยหินแต่ประเทศตนไม่ใช้  ทั้งนี้เคยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของประเทศแคนาดา แพท  มาร์ติน นำเสนอรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อปี 2549  ที่จะเสนอให้ห้ามการส่งออกสินค้าที่มี  White asbestos  ไปยังประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ไม่สำเร็จ
     
    ก่อนหน้านี้ ในปี 2549  ในการประชุมนานาชาติในประเทศไทย มีการจัดทำคำประกาศกรุงเทพฯ  เพื่อการยกเลิกการใช้แอสเบสตอสและขจัดโรคจากแอสเบสตอส จัดโดย  กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และ องค์กรระหว่างประเทศ เช่น  องค์การอนามัยโลก และ องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ เป็นต้น มีผู้เข้าร่วมถึง  300 คน จาก 26 ประเทศ มีการทบทวนมาตรการต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับอันตรายและการจัดการแร่ใยหินทั่วโลก และมีมติที่สำคัญคือ  ให้มีการยกเลิกการใช้แอสเบสตอสในทุกประเทศทั่วโลก
     
     
   
   

ก.วิทย์มีทางเลือกสร้างวัสดุทดแทน

     
     
    ในบทความของ น.พ.วิทยายังกล่าวถึงการส่งเสริมวัสดุทดแทน วัสดุใยหินด้วย  โดยระบุว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ได้ส่งเสริมการค้นคว้าและการใช้วัสดุทดแทนเร่ใยหินในภาคธุรกิจ   มีการการส่งเสริมการใช้กระเบื้องซีเมนต์เส้นใยเพื่อการทดแทน  และเสนอผลทดสอบที่ชี้ให้เห็นว่า กระเบื้องซีเมนต์เส้นใย  ไม่ได้ด้อยกว่ากระเบื้องแร่ใยหิน ทั้งการต้านทานการรั่วซึม การทนแรงกระแทก  การทนร้อนทนฝน แต่กระเบื้องแร่ใยหินจะทนทานกว่าเล็กน้อย
     
     
                    “การดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยจากแร่ใยหินในประเทศไทย  ถือว่าสำคัญมาก หากรัฐบาลต้องการดำเนินการให้สังคมไทยเข้มแข็ง  โดยแท้จริงแล้วต้องทำให้ผู้ใช้แรงงานและผู้บริโภคไทยทั้งมวลปลอดภัยจาก อันตรายที่มาจากแร่ใยหิน  การรับฟังข้อเสนอจากองค์กรผู้บริโภคและพิจารณาปัญหานี้  โดยกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบจึงเป็นเรื่องพึงกระทำโดยเร่งด่วน” น.พ.วิทยาระบุ         

วันที่เขียนบทความ        26/12/2555     
63  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องพูด คุย สาระความปลอดภัยทั่วไป แบ่งปันไฟล์ข้อมูลความรู้ / แจกบัญชีรายรับรายจ่าย ของธนาคาร ปี 2556 เมื่อ: มกราคม 06, 2013, 04:50:45 PM
แจกบัญชีรายรับรายจ่าย ของธนาคาร ปี 2556 ครับ

ธนาคารแห่งประเทศไทย
กับ
ธนาคารกสิกรไทย

 ::)
64  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / 15 พฤติกรรมทำง่ายแต่โรคหัวใจอาจถามหา เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 08:49:37 PM

        ในการใช้ชีวิตทุกวันนี้  อาจเป็นชีวิตที่แสนสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมายรอบตัว  แต่มนุษย์เราก็ยังคงมีโรคร้ายต่าง ๆ รุมเร้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โรคหัวใจ  ที่คนไทย และทั่วโลกป่วยกันมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก  วันนี้เราจึงมีบทความดี ๆ  เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ที่น่าเป็นห่วงต่อการเกิดโรคหัวใจมาฝากกัน  ดังนี้ค่ะ

1. ไม่รักษาสุขภาพช่องปาก
เคยมีคำกล่าวเกี่ยวกับสุขภาพปากและสุขภาพหัวใจเอาไว้ว่า  สองสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกัน หากสุขภาพช่องปากไม่ค่อยโสภา มีกลิ่นเหม็น  หรือมีเศษอาหารหมักหมมตามซอกต่าง ๆ ก็เป็นไปได้ว่า  สุขภาพหัวใจอาจต้องการหมอด้วยก็เป็นได้  ทั้งนี้เพราะในเวลาที่มีการอักเสบภายในเยื่อบุช่องปาก เชื้อโรคต่าง ๆ  เหล่านี้ก็จะทะลุทะลวงเข้าไปในร่างกายได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

2. นอนหลับไม่เพียงพอ
ปัจจุบันคนที่มีโอกาสนอนหลับอย่างเพียงพอมีจำนวนน้อยลง จากเหตุผลต่าง ๆ  เช่น ทำงานดึก หรือติดใจกับชีวิตในเวลากลางคืนมากเกินไปหน่อย  ซึ่งการพักผ่อนไม่เพียงพอนี้ เป็นการทำร้ายอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจไปด้วย  โดยคนที่นอนหลับไม่เพียงพอนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว  หรือหัวใจวายได้ ดังนั้น หากทำได้ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน

3. ไม่เคยลาพักร้อน
การทำงานหนักติดต่อกันอาจให้ผลดีในแง่ความก้าวหน้า แต่สำหรับสุขภาพแล้ว  การลาพักร้อนกลับช่วยได้มากกว่า เพราะการลาพักร้อนช่วยให้เราได้คลายเครียด  และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ การศึกษาจาก the Wisconsin Women’s  Health Study ที่พบว่า  ผู้ที่มีโอกาสลาพักร้อนนั้นจะยิ่งห่างไกลจากความเครียด อาการซึมเศร้า  เหนื่อยง่าย แถมยังมีความสุขในชีวิตแต่งงานมากขึ้นด้วย



4. ไม่รับประทานผักผลไม้
ผักและผลไม้ล้วนมีสารต้านอนุมูลอิสระ แถมด้วยไฟเบอร์ วิตามิน  ที่จำเป็นต่อร่างกาย นอกจากนั้น ผักผลไม้ยังมีโปแตสเซียมสูง  ซึ่งสามารถช่วยควบคุมความดันโลหิตได้ ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้รสเปรี้ยว กล้วย  มะเขือเทศ มัน ถั่ว แอปเปิ้ล แตงกวา กะหล่ำปลี จากการศึกษาพบว่า  สามารถช่วยลดการเกิดหัวใจวายได้สูงถึง 52 เปอร์เซ็นต์

5. ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ
คุณอาจเกรงว่าการออกไปรับแสงอาทิตย์มาก ๆ  นั้นเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งผิวหนัง  อีกทั้งการที่ตากแดดจนตัวดำก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักในประเทศไทย  แต่ไม่ว่าอย่างไร แสงแดดก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย  และควรเลือกรับแสงแดดในเวลาที่เหมาะสม  นอกจากนี้ยังพบว่าแสงแดดมีผลดีต่อจิตใจด้วยเช่นกัน เพราะช่วยให้จิตใจแจ่มใส  ปลอดโปร่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอีกหลายงานวิจัยที่พบว่า  การได้รับวิตามินดีต่ำนั้นมีผลต่อความดันโลหิตด้วย  แต่รับแสงแดดแค่ไหนถึงพอดี ถ้าเป็นช่วงเดือนที่ค่อนข้างร้อนนั้น อาจจะ 5 -  30 นาทีในช่วงที่แดดไม่แรงมาก อาจให้ร่างกายบางส่วนเช่น หน้า แขน ขา  หรือหลัง ได้สัมผัสแสงแดดก็เพียงพอ

6. ใช้บริการร้านประเภท Drive-through บ่อย ๆ
ลองเปลี่ยนเป็นจอดรถแล้วเดินลงไปซื้อของที่ต้องการ แทนการใช้บริการแบบ  Drive-through ก็สามารถช่วยได้ บางคนอาจคิดว่า ต้องประหยัดเวลาตรงนี้ไว้  เพื่อจะได้รีบไปฟิตเนสออกกำลังกาย แต่จริง ๆ  ถ้าในหนึ่งวันได้มีโอกาสเดินมาก ๆ ก็อาจทดแทนการไปเล่นฟิตเนสได้เช่นกัน  ลองเริ่มจากการลดใช้บริการประเภท Drive-through ดูก่อนก็ยังได้
7. ไม่ยอมไปตรวจร่างกาย
หากคุณดูสุขภาพดีและไม่ปรากฏสัญญาณใด ๆ ของโรคหัวใจเลย  ทำให้คุณชะล่าใจและเมินการตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี นั่นเป็นความคิดที่ผิด  เพราะโรคหัวใจสามารถคร่าชีวิตคุณได้โดยง่าย  หลายคนไม่แสดงอาการของโรคมาก่อนเลยด้วย สมาคมโรคหัวใจอเมริกาแนะนำว่า  ในกลุ่มผู้มีสุขภาพปกติควรจะเริ่มตรวจเช็คหัวใจตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป  ส่วนการตรวจวัดความดันโลหิตควรเช็คทุก 6 เดือน น้ำตาลในเลือดควรเช็คทุก ๆ 3  ปี

8. เลือกของว่างผิดประเภท
ขนมถุง ๆ มันฝรั่งทอด หรือขนมปังกรอบ  เป็นขนมที่มีเกลือและน้ำตาลแฝงอยู่ในปริมาณมาก  และช่วยเพิ่มความดันโลหิตของเราได้ รวมถึงค่าไตรกลีเซอไรด์ด้วย นอกจากนั้น  ความที่มันมีแต่คาร์โบไฮเดรต คุณจึงมักจะรู้สึกหิวได้ง่ายในเวลาไม่นาน  และทำให้คุณต้องรับประทานอาหารมากขึ้น

9. เมินถั่ว
ถั่วเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกแหล่งหนึ่ง  และหากรับประทานให้ถูกวิธีก็ไม่ต้องกังวลกับไขมันอิ่มตัว  แถมยังมีไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย และช่วยลดคลอเลสเตอรอลได้ด้วย  แต่สำหรับประเทศไทย อาจต้องพิจารณาเลือกแหล่งที่มาของถั่วให้สะอาด  และปลอดจากเชื้อราด้วย     

10. ใช้เครื่องปรุงรสเยอะ
การบริโภคสารปรุงรสจำนวนมากอาจทำให้ร่างกายคุณได้รับเกลือมากเกินไป  ซึ่งสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาเผยว่า ไม่ควรให้ร่างกายได้รับเกลือมากกว่า  1500 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะนั่นจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากขึ้น


11. ดื่มน้ำอัดลม
น้ำอัดลม เครื่องดื่มประเภทบำรุงร่างกาย  เหล่านี้เป็นตัวเพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกาย  สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาแนะนำว่าผู้หญิงไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6  ช้อนชาต่อวัน ผู้ชายไม่ควรเกิน 8 ช้อนชาต่อวัน แต่ในน้ำอัดลม  หรือเครื่องดื่มรสหวานเหล่านั้น บางขวดมีน้ำตาลเกิน 8 ช้อนชาด้วยซ้ำ

12. ไม่มีเวลาให้ครอบครัว
การมีงานทำจนยุ่งไปหมดอาจเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบางคน  แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยุ่งอยู่แต่กับงานตลอดสัปดาห์  การได้กลับมาพบหน้าครอบครัว พบหน้าคนที่รักช่วยยืดอายุให้กับหัวใจได้  อย่าปล่อยให้ตนเองรู้สึกโดดเดี่ยว มีงานเป็นเพื่อนเด็ดขาด  เพราะมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กพบว่า  ผู้ที่บอกกับตัวเองว่าตัวเองเหงา โดดเดี่ยวนั้น  มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้  และโดยมากผู้ที่บอกตัวเองเช่นนี้มักจะเป็นผู้หญิงด้วย
ความรู้สึกเหงานั้นนอกจากจะทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่แล้ว  ยังหมายถึงการไม่มีกิจกรรมทำ ต้องนั่งเฉย ๆ ซึ่งในผู้หญิงนั้น  ความเหงาอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักเกิน โรคเครียด และนอนไม่หลับ  ขณะที่คนที่มีสังคม มีเพื่อนฝูงให้ปรึกษานั้นพบว่ามีปัญหาเหล่านี้น้อยกว่า

13. ครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ
การจะทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหน  บางทีอาจต้องพิจารณาจากประวัติของบุคคลในครอบครัวร่วมด้วย  และไม่เฉพาะพ่อแม่ หากพี่หรือน้องของคุณมีสัญญาณของอาการดังกล่าว  คุณเองก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น นอกจากนั้น  ญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดอย่างปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา ก็เช่นกัน  หากพวกเขาเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว  ให้พิจารณาถึงไลฟ์สไตล์ของคนเหล่านี้ร่วมด้วย
14. พยายามทำสิ่งต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน
โดยเฉพาะคุณแม่บ้านซึ่งบางทีมีงานล้นมือเกินกว่าจะจัดการให้เสร็จทันใน เวลาที่มีอยู่ พวกเธอจึงพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อม ๆ กัน  และหลายคนก็สามารถทำได้ดี แต่นั่นอาจหมายถึงการทำงาน "มาก" เกินไป  และทำให้เกิดความเครียดได้มาก ซึ่งส่งผลต่อหัวใจของเราในที่สุด

15. ไม่บอกใครว่าต้องการความช่วยเหลือ
หากคุณกำลังมีปัญหาสุขภาพ และต้องการลด ละ  เลิกพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้สุขภาพดีขึ้น เช่น เลิกดื่มเหล้า  เลิกสูบบุหรี่ เลิกรับประทานขนมหวาน การหักดิบด้วยตัวเองแบบเงียบ ๆ  อาจไม่เป็นผลดีสักเท่าไร เพราะวันใดที่จิตใจคุณอ่อนแอ  คุณอาจหันไปหาสิ่งเหล่านั้นได้โดยง่าย ทางที่ดีกว่าคือการบอกกับคนรอบข้าง  หรือคนในครอบครัวให้พวกเขารับทราบด้วย ว่าคุณกำลังจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  เพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้ช่วยสนับสนุน ให้กำลังใจ  และไม่ซื้อสิ่งที่อาจทำให้คุณตบะแตกมาฝาก
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ
65  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / 7 วิธี สร้างสุขให้ตนเอง เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 08:44:17 PM
 


      ความสุขความทุกข์อยู่ที่ตัวเรา จะจัดการบริหาร แม้จะจัดการได้ยาก แต่วันนี้เรามีหลากหลายไอเดียนำมาฝากกัน  เชื่อว่าจะทำให้คุณผู้อ่านมีความสุขมากขึ้นได้แน่ๆ เริ่มจาก

1. ตั้งเป้าหมายให้ถูก
คนเราต่างมีความสุขมากขึ้นเมื่อจดจ่ออยู่กับสิ่งที่มีความสำคัญต่อตนเอง  แต่เรากลับมักหลงลืมสิ่งที่สำคัญต่อตนเอง ไม่ว่าจะเป็นคนสำคัญ การงาน  เราควรตั้งเป้าสิ่งที่ทำ  จะให้ดีก็เรียงลำดับความสำคัญว่าต้องให้ความสำคัญกับสิ่งใดก่อนหลังด้วย  แล้วจะจิตใจมั่นคงขึ้น และนำความสุขมาให้



2. ลงตารางเวลา
หากคุณวิตกกังวลเรื่องของเวลา ลองจัดตารางสิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง  ทุกอย่างไม่ได้ต้องเสร็จลงเดี๋ยวนี้ เรื่องบางเรื่องคอยก่อนได้  อาจจะประวิงไว้ก่อน  แล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำบางเรื่องจากที่เราเคยเคร่งเครียดเป็นกังวลว่ามือ มีเพียงสองจะไม่ทัน ก็กลับกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ที่จัดการได้ในเวลารวดเร็ว

3. มีความสุขกับเรื่องเล็กๆ ในแต่ละวัน   
อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่แต่ละช่วงเล็กๆ  ที่มีความสุขในแต่ละวันมีความสำคัญมากทีเดียว อาทิ  มีความสุขไปกับเสียงลูกหัวเราะ สัมผัสขนนุ่มของสัตว์เลี้ยง  กลิ่นสะอาดของอากาศ ฟ้างาม หรือฟังธรรม สะสมช่วงเวลาดีๆ ของวันที่มีความสุข  แล้วความสุขก็จะเพิ่มพูนได้ง่ายๆ



4. เข้านอนให้เร็ว
ชีวิตที่วุ่นวายของพวกเราบ่อยครั้งการนอนคือสิ่งแรกที่เรายอมสละ  แต่การนอนเป็นความต้องการพื้นฐานของร่างกาย หากเราเหนื่อยล้า จะเคร่งเครียด  แต่เมื่อได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ กลับจะมีความสุขขึ้นได้ง่ายๆ  เพราะมีพลังเต็มที่ในการดำรงชีวิต ลองกำหนดเวลานอนให้เป็นเวลาทุกวัน  จะให้ดีไม่ควรหลังสี่ทุ่มแล้วร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ

5. ทำดีก็มีความสุขแล้ว
การทำดีต่อคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่คนแปลกหน้า  อย่างให้ทาน ทำดีๆ ต่อผู้อื่น เชื่อฟังพ่อแม่ ใส่บาตร  แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เมื่อทำแล้วใจจะเบา สบาย สุขเกิดขึ้นได้ง่ายๆ  ในนาทีนั้นทีเดียว

6. เลิกคิดให้มากเกิน
เคยได้ยินไหมคะที่ว่าคนทุกวันนี้เป็นทุกข์เพราะความคิด  เรื่องไม่ต้องคิดก็เก็บมาคิด อนาคตยังมาไม่ถึงก็หวาดไปก่อน  ฉะนั้นเมื่อมีความคิดที่เป็นทุกข์ อย่าไปคิดต่อ เลิกความคิดนั้นเสีย  หันไปทำอย่างอื่น อ่านหนังสือที่ชอบ เล่นกับสัตว์เลี้ยง ออกกำลังกาย  อะไรก็ได้ที่เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขซึ่งจะทำให้ความสนใจของเราไปจดจ่อ  แล้วความสุขจะมาเยือนได้ง่ายๆ

7. ฝึกใจ
มีคำกล่าวว่าใจเรานี้เป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน และใจก็เป็นที่ตั้ง  บ่อเกิดของทุกสิ่งในชีวิตเรา จิตใจเราจึงต้องได้รับการฝึกให้ใจ “ดี” ด้วย  มีการศึกษาว่าคนที่ฝึกใจอย่างโยคะ ฝึกสมาธิ เป็นต้น เป็นคนที่มีความสุข  แข็งแรง แถมยังรับมือกับความเครียดได้มากกว่าคนที่ไม่ใส่ใจฝึก  ประเทศไทยก็เป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยความรู้เรื่องการฝึกใจ ลองดูสักครั้ง  แล้วจะรู้ว่าความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายในใจเราเอง
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ
66  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / แนวคิดที่ทำให้เกิดความสุขง่าย ๆ 6 อย่าง เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 08:41:18 PM
แนวคิดที่ทำให้เกิดความสุขง่าย ๆ 6 อย่างนั้น คือ

1. สนุกตามวัย
ชีวิตต้องมีความสนุก จงลดตัว ลดอีโก้ลงไปเป็นเด็กที่เล่นได้  มีความหวังบ้าง จึงจะสนุกได้ แต่ให้สนุกตามวัยนะ  ถ้าอายุมากแล้วจะไปสนุกแบบเสี่ยงๆ อย่างเด็กๆ ก็อย่าทำเลย  ต้องถ่อมตัวและเจียมตัวบ้าง
ความสนุกสนานทำให้เกิดความสุข หลายคนไม่เคยสนุกสนานเพราะไม่เปิดใจ ไม่ยอมลดตัวเป็นเด็ก เอาจริงเอาจังกับชีวิตมากไป

2. สบายตามควร
มนุษย์ต้องการความสบายจากสิ่งแวดล้อมที่สดชื่นสวยงาม  สบายจากการมีเครื่องใช้ทุ่นแรง นอนหลับพักผ่อนในที่สะอาดและสงบ  กินอาหารให้อิ่มอร่อย (ไม่ใช่แย่งกันกินอาหารอร่อยที่คนแน่นและร้อน)
รู้จักลดเงื่อนไขชีวิตลง อยู่ง่าย กินง่าย ลดอีโก้และศักดิ์ศรีลงบ้าง จะรู้สึกเหมือนใส่เสื้อหลวมๆ นั่งรับลมโชยพัดมาต้องกายสบายจริงๆ
และคุณจะมีความสบายใจมากขึ้น จากการลดความคาดหวังตัวเองและคนอื่นลง  เปิดใจกว้าง มองโลกทางบวก  มีมุมมองที่สามารถชื่นชมตัวเองและคนอื่นได้ตามความเป็นจริงเสมอ

3. แบ่งปันให้มากขึ้น
การรู้จักแบ่งปันจะเป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น จะมีความสุข  เพราะรู้สึกตัวเองมีความหมายและมีเป้าหมายชีวิตที่สูงขึ้น   มักไม่ทำสิ่งผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม เพราะมีใจที่เมตตาคนอื่นอยู่มาก
คุณจะเกิดความปิติจากการทำความดีโดยการแบ่งปัน ทำให้มีจิตใจที่สูงขึ้น

4. มีสุขภาพดี (Healthy)
ทั้งกายและใจ รู้จักวิธีดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของตัวเองให้ดี  ทั้งการกิน นอน ขับถ่าย ออกกำลังกาย รู้จักพัฒนาความคิด ความรู้สึก  และอารมณ์ให้ดี

5. มีเงินใช้พอควร (Wealthy)
รู้จักอดออม ประหยัด ขยัน ให้ยึดคติคำกล่าวที่ว่า “อยู่แบบคนจน...ไม่มีวันจน อยู่แบบคนรวย...ก็ไม่มีวันรวย” การทำให้เกิดความรู้สึก “พอ” และไม่เปรียบเทียบกับคนอื่นจะเกิดความสุขสงบมาก

6. สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ (Relation)
จะได้มีเพื่อนเอาไว้คุย ปรึกษา ระบาย และร่วมทุกข์ร่วมสุขได้
คุณจะเรียกวิธีทำให้เกิดความสุขทั้งหมดนี้ว่าเป็น ความสุขง่ายๆ ไม่ต้องถึงนิพพานก็ได้
 
 
ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า
67  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / สารพัดวิธีเอาชนะ "ความเครียด" ในที่ทำงาน เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 08:37:36 PM
 


      ใครไม่อยากเป็น Office  Syndrome ต้องรู้จักวิธีการบริหารจัดการความเครียดในที่ทำงาน  เพื่อให้เราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มาดูกันว่าคุณสามารถเอาชนะความเครียดที่มักตอแยและระรานคุณในที่ทำงานได้ อย่างไร

1. ดื่มน้ำอุ่นเข้าใจว่าอยู่ในเมืองร้อน แต่ไหนๆ  ลมหนาวก็เริ่มโชยมาแล้ว ก็ลองหัดดื่มน้ำอุ่นกันดูบ้าง  เพราะมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ  ทั้งการช่วยขับสารพิษที่สะสมในร่างกาย  อันจะเป็นเหตุให้เกิดการปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดหัว เจ็บตามส่วนต่างๆ  ที่สำคัญน้ำอุ่นยังช่วยระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และที่สำคัญสำหรับคุณสาวๆ การดื่มน้ำอุ่นช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น  ลดรอยเหี่ยวย่นอีกต่างหาก  จะมัวแต่หวังพึ่งครีมราคาแพงก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากเท่ากับการดูแลสุขภาพจาก ภายใน

2. ตะโกนให้ดังเมื่อเกิดความเครียดขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสมจากการไม่ถูกชะตากับเพื่อนร่วมงานที่ต้องนั่ง เผชิญหน้ากันทุกวัน หรือเป็นความเครียดแบบปัจจุบันทันด่วน  เพราะไม่สบอารมณ์ที่บริษัทเพิ่งติดประกาศว่าไม่มีนโยบายขึ้นเงินเดือนให้ใน ปีหน้า หรือเครียดหนักเมื่ออินเตอร์เน็ตที่ออฟฟิศล่มมาครึ่งค่อนวัน  ทำให้ทำงานส่งลูกค้าไม่ทัน ก็จงอย่าอัดอั้น หัดพูดออกมาดังๆ  บ้างเพื่อเป็นการระบาย การกรี๊ดหรือร้องตะโกนในห้องน้ำ (ช่วงปลอดคน)  จะทำให้คุณรู้สึกโล่งขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ



3. ยืดเส้นยืดสาย การยืดกล้ามเนื้อแบบง่าย ๆ  ที่โต๊ะทำงาน ก็ช่วยให้ร่างกายเราผ่อนคลายได้ เช่น การหมุนคอ  การยักไหล่หมุนไหล่ การไขว้และบิดแขน เป็นต้น การเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ  ย่อมดีกว่าการนั่งหลังขดหลังแข็งเป็นเวลานาน อ้อ! ที่สำคัญ สำหรับสาวๆ  ทั้งหลายไม่ควรนั่งไขว่ห้างทำงานนานๆ  เข้าใจว่าเป็นท่านั่งที่สวยและอาจจะเคยชิน  แต่การไขว่ห้างเป็นท่านั่งที่ต้องเทน้ำหนักไปด้านใดด้านหนึ่งซ้ำๆ  เป็นเวลานานๆ  ดังนั้นระหว่างที่นั่งไขว่ห้างเส้นเลือดใหญ่ที่ต้นขาทั้งสองจะถูกแรงของขา ทั้งสองข้างบีบเอาไว้ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น  เพราะต้องสูบฉีดเลือดให้ร่างกายลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ให้ทั่วถึง

4. วางท่วงท่าให้เหมาะสม ควรวางแขนขนานราบกับพื้น  แป้นพิมพ์อยู่ในระดับต่ำกว่าข้อศอกเล็กน้อย ทำให้ไม่รู้สึกเมื่อย  นั่งหลังตรง หน้าจออยู่ระดับสายตาหรือต่ำกว่าระดับสายตา 10-20 องศา  ทำให้ไม่เงยหน้าหรือก้มหน้าจนเกินไป ที่สำคัญอย่านั่งไหล่ห่อ หลังค่อม  เพราะนอกจากจะเสียบุคลิกภาพแล้วยังจะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้

5. ละสายตาจากหน้าจอคอมฯทุกๆ 20 นาที  ควรคลายกล้ามเนื้อสายตาด้วยการมองไกลๆ ราว 20 วินาที  และเวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์เราจะกะพริบตาน้อยลงกว่าปกติ 5 เท่า  ทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ ทางแก้คือการใช้น้ำตาเทียม  นอกจากนี้การหลับตาเพียง 5-10 วินาที ก็นับเป็นการพักระหว่างการทำงานที่ดี

6. ปิดคอมฯ เมื่อไม่ใช้งาน ควรปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโน้ตบุ๊กทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้งาน  เพื่อลดระยะเวลาในการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และความเครียด

7. อย่ากินจุบจิบ  อย่าให้การทำงานในออฟฟิศที่ต้องนั่งจมจ่อมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์  กลายเป็นเครื่องสังหารที่ทำให้คุณอ้วนเบอะบะโดยไม่รู้ตัว  ด้วยการทานนั่นทานนี่ตลอดทั้งวัน โปรดบอกลาลูกอม และขนมหวานต่างๆ  เสียตั้งแต่วันนี้ หรือหากอยากกินของหวานแก้เครียด  ขอแนะนำว่าแทนที่จะซัดของหวานชามโต ก็เปลี่ยนมาเป็นละเลียดไอศกรีมถ้วยเล็กๆ  จะดีกว่า



8. ออกไปเดินเล่นบ้าง การได้ออกไปสูดอากาศในตอนกลางวัน เพียงไม่กี่นาที ก็สามารถช่วยลดความเครียด หรือความวิตกกังวลได้  แทนที่จะอุดอู้อยู่กับห้องแอร์ทั้งวัน

9. ใช้สิทธิ์พักร้อนให้เต็มที่ คำว่า Vacation  ไม่ได้ถูกบัญญัติไว้เฉพาะในพจนานุกรม  หรือเขียนไว้ในระเบียบข้อบังคับของบริษัทเท่านั้น  กรุณานำมาใช้ในชีวิตจริงด้วย อย่าบ้างานจนปล่อยให้ร่างกายและจิตใจทรุดโทรม  แล้วอ้างว่าไม่มีเวลาชาร์จแบตฯ เพราะคุณประโยชน์ของการพักร้อน คือ  การที่คุณจะได้พักผ่อนจริงๆ เป็นการหลีกหนีจากงานชั่วขณะ  เพื่อเติมพลังชีวิตให้สามารถกลับมาสะสางภาระหน้าที่ต่างๆ  ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญเพื่อให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พึงระลึกไว้เสมอว่า  "Work Smarter, Not Harder"  เพราะหมดยุคหมดสมัยที่จะมาตรากตรำทำงานหนักกันแล้ว  ยุคนี้เป็นโอกาสของคนที่รู้จักหาหนทางในการทำงานอย่างชาญฉลาดต่างหาก  ทำงานหนักใช่ว่าจะทำให้ได้ผลงานที่ดี  แต่ทำงานอย่างฉลาดต่างหากที่จะให้ผลงานที่น่าชื่นชม
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
68  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / 10 เมนู กินอร่อย ปล่อยแก่ รับปีมงคล 2556 เมื่อ: มกราคม 01, 2013, 08:30:52 PM
ในช่วงเทศกาลปีใหม่  เทศกาลแห่งความสุข หลายคนอาจหลงลืมเรื่องอาหารการกิน  หลงเพลินไปกับเค้กของหวานจนอาจจะกลายเป็นพะโล้ไป  ขณะที่หลายคนได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ต่างจังหวัด  และกำลังคิดเมนูเอาใจคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ คนที่เรารัก ให้มีสุขภาพดี

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์  กระทรวงวิทยาศาสตร์
จึงขอแนะนำอาหารต้านชราใน 10 เมนู กินรับปีใหม่ ดังนี้

1. ส้มตำไก่ย่าง  ที่สุดของอาหารต้านชรา  เพราะในส้มตำมีสุดยอดวิตามินอย่าง “มะเขือเทศ”  ที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม ส่วนมะละกอนั้นช่วย “ล้างพิษ”  ให้กับลำไส้ทั้งน้อยและใหญ่ ในมะละกอยังมีน้ำย่อย “ปาเปน”  ช่วยทำความสะอาดลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ  ส่วนการรับประทานคู่กับไก่ย่างนั้น มีข้อดีคือ ทำให้ไม่ขาดโปรตีน  และที่สำคัญคืออ้วนน้อยกว่าการกินกับข้าวเหนียว หรือกินแบบหนักแป้งด้วย

2. แกงเขียวหวานไก่ น้ำแกงเข้มข้นหอมมันคือ  “ซุปวิตามิน” ที่มีทั้งวิตามินเอ, ดี, อี และเค ที่ละลายอยู่ในกะทิ  ส่วนในเนื้อไก่ก็มีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงสมอง  อีกทั้งในพริกที่ใส่เป็นเครื่องแกงก็มี “กรดแคปไซซิน” กับ “เบต้าแคโรทีน”  ที่ช่วยบำรุงสายตาด้วย

3. เมี่ยงปลาทู  หยิบกินง่ายๆ ได้ทั้ง “ซัลโฟราเฟน”  เป็นกลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยง ถ้าให้ดีต้องหยิบ  “มะเขือเทศราชินี” หั่นเสี้ยวใส่เข้าไปด้วยจะช่วยให้ผิวพรรณสวย  ส่วนในเนื้อปลาทูมีทั้งกรดไขมันดีและ “แอสตาแซนทิน” ที่กินเข้ากัน  เพราะวิตามินที่ว่านี้โดยมากละลายในไขมัน   ถ้าท่านใส่ปลาทูทอดเข้าไปจะช่วยให้จับกันได้ดีขึ้น

4. ผัดไท โดยเฉพาะผัดไทแบบต้นตำรับคลาสสิกที่จะมีทั้ง  ซึ่งมี “วิตามินซี” อยู่มาก  นอกจากนั้นถั่วและเต้าหู้ในผัดไทยังอุดมไปด้วยวิตามินอี, แคลเซียมและสาร  “พฤกษฮอร์โมน” ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมันได้อีก  โดยมีข้อแม้คือ อย่าหนัก “เส้น” มากไป

5. ข้าวหอมนิล ข้าวไทยหนึ่งที่ดูเด่นด้วยสีม่วงเข้ม  นั่นคือสาร “พฤกษเคมี” ที่มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกันเสียอีก  ข้าวหอมนิลสามารถเอามาจัดเมนูคู่ปีใหม่ได้ง่ายๆ ยกตัวอย่าง  น้ำพริกปลาทูข้าวหอมนิล หรือจะกินคู่กับไข่เจียวร้อนๆ ก็ยังไหว

6. ข้าวตอกน้ำกะทิ ขนมไทยช่วงปีใหม่ที่ถูกลืมไปนาน  อยากขอให้ช่วยกันปลุกให้คืนชีพมาใหม่เพราะมีคุณค่าทางอายุรวัฒน์มาก  นับตั้งแต่ตัวข้าวตอกเองที่มี “เส้นใย” ช่วยในเรื่องไขมันและน้ำตาลได้  ส่วนวิตามินข้างในนั้นก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ได้ดี

 7. ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้  เป็นเมนูที่อยู่ท้องและมีประโยชน์ครบเครื่องมาก เพราะมีสารอาหารทั้ง 5  หมู่อยู่ในนั้น ส่วนวิตามินก็มีทั้งเอ, บี, ซี  นอกจากนั้นในกล้วยยังมีเส้นใยกับสารกลุ่มฟีนอลชื่อ “กรดเอลลาจิก”  ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้ด้วย ไม่ว่าจะไส้กล้วยหรือไส้เผือก  ถ้าเลือกได้ก็ขอให้ทำ “สุก” ดีกว่า

8. ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ  ขนมที่ดูบ้านๆ  ถ้าจัดให้ขึ้นโต๊ะก็กลายเป็นจานหรูไปได้  เพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียก็มีเมนูที่ว่านี้คล้ายกัน  แต่ไม่มีใครเหมือนของไทยตรงที่ เรามีใส่เครื่องเคราเยอะ ไม่ว่าจะ เผือก,  ลำไย, ลูกเดือย และธัญพืชอื่นๆ ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูง  เพราะช่วยขัดล้างตั้งแต่หลอดอาหารลงมาถึงลำไส้ใหญ่   ส่วนตัวข้าวเหนียวดำเองก็มี “วิตามินอี” และ “ธาตุเหล็ก” สูงมาก รวมถึง  “ธาตุม่วงต้านร่วงโรย (OPCs)”

9. ข้าวโพดม่วง ที่อยากนำเสนอคือ “ข้าวโพดทับทิมสยาม”   เป็นข้าวโพดสีสวย ถ้าเอาไปต้มก็จะได้น้ำต้มสีม่วงสวยจนบางท่านตกใจ  แต่ในข้าวโพดม่วงนั้นประกอบด้วยคุณประโยชน์มากมาย ทั้งวิตามินบำรุงตาอย่าง  “ลูทีน” กับ “ซีแซนทิน” ส่วนวิธีทำก็ทำได้หลายเมนู  อย่างทำเป็นข้าวโพดม่วงเปียก ราดกะทิกิน, ข้าวโพดปิ้งกินง่ายๆ  ในงานปีใหม่หรือจะเป็นข้าวโพดม่วงคลุกก็อร่อยจนวางไม่ลง

10. น้ำสมุนไพรแสนชื่นใจ เช่น น้ำอัญชัน, กระเจี๊ยบ,  น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก น้ำเหล่านี้ถือเป็นน้ำวิตามินชั้นดี  จัดเป็นน้ำนางเอกของแท้ เริ่มตั้งแต่อัญชันมีวิตามินสีม่วง  ที่ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ  ส่วนน้ำกระเจี๊ยบก็มีวิตามินซีและเอช่วยบำรุงไตได้  ส่วนน้ำใบย่านางกับใบบัวบกยิ่งดีใหญ่ประกอบด้วย “คลอโรฟิลล์”  ที่หลายคนใฝ่ฝันหาและยังมี “กลูต้าไทโอน” ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย
 
ที่มา : ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ โดยศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นาชาติ
69  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / เปิดเส้นทาง 7 จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ช่วงวันปีใหม่ 2556 เมื่อ: ธันวาคม 29, 2012, 12:37:16 PM
7 จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ช่วงวันปีใหม่ 2556 มีที่ไหนบ้าง??

เทศกาลปีใหม่ที่วันหยุดยาวติดต่อกันนานแบบนี้ กองบังคับการตำรวจทางหลวง เปิดเส้นทาง 7 จุดเสี่ยงอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 2556  พร้อมกับมาตรการป้องกัน รวมถึงเปิดหน่วยบริการประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวก  237 หน่วย อยากรู้แล้วใช่ป่ะว่าจุดไหนเสี่ยงบ้าง  โดยเฉพาะมือใหม่หัดขับหลายคนต้องรีบดูกันนะจ๊ะ




1. บริเวณ กม.77-78 ทล.1 ถนนพหลโยธิน ต.สนับทึบ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ลักษณะของจุดเสี่ยงเป็นทางโค้ง  แนวทางแก้ไขติดตั้งป้ายเตือนทางโค้งอันตรายและติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบสี เหลือง ทำแถบชะลอความเร็วพื้นที่ถนน เพื่อเตือนผู้ใช้รถใช้ความระมัดระวัง

2. กม.27-30 ทล.2 ถนนมิตรภาพ ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

 ลักษณะเป็นทางลงเขาลาดชันคด โค้งหักมุมต่อเนื่อง  ทางแก้ไขติดป้ายเตือนทางโค้งเป็นระยะ ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างตลอดแนว  ติดป้ายจำกัดความเร็วเป็นระยะ ทำเนินลูกระนาดบนผิวจราจรเป็นระยะ  เขียนเลขจำกัดความเร็วบนพื้นทาง  ติดตั้งสัญญาณไฟเหลืองกะพริบชนิดโซลาร์เซลล์บนพื้นทางและสองข้างทาง  จัดรถวิทยุจอดควบคุมตามแผน

3. หน้าตลาดปลา ถนนพระราม 2 ระหว่าง กม.ที่ 28-35 (ขาเข้า กทม.) อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 
ลักษณะมีน้ำเมือกปลาไหลจากรถบรรทุกปลาเป็นจำนวนมากทำให้ถนนลื่น ทางแก้ไข  ติดตั้งไฟส่องสว่าง ติดตั้งป้ายเตือน จัดเจ้าหน้าที่ยืนให้สัญญาณการจราจร

4. ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วงกบินทร์บุรี-ปักธงชัย ระหว่าง กม.42-48 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี
ลักษณะสภาพถนนเป็นทางขึ้น-ลง เขาลาดชัน โค้งตัวเอส เบี่ยงการจราจรจาก 4  ช่องทาง เหลือ 2 ช่องทาง เป็นระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร (กม.)  ทางแก้ไขจัดเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ติดตั้งทำป้ายเตือนเพิ่ม  ประสานแขวงการทางสร้างถนนใหม่ปรับความลาดชัน

5. ทางหลวงหมายเลข 348 ช่วงอรัญประเทศ-โนนดินแดง ระหว่าง กม.76-79 ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว
   
ลักษณะสภาพเป็นทางขึ้น-ลงลาดชัน โค้งตัวเอส มี 2 ช่องจราจร เป็นระยะทาง 3 กม.

6. ทล.2 (มิตรภาพ) ขาขึ้น กม.40+500 ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
  ลักษณะมีร้านขายของฝาก-ขายผลไม้มาก ทำให้มีรถจอดจำนวนมากและมีจุดกลับรถ  ทางแก้ไขเพิ่มป้ายเตือน เขตชุมชนโปรดใช้ความระมัดระวัง หรือ  มีอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ตรวจจับความเร็วอย่างจริงจัง ติดตั้งแท่งแบริเออร์

7. ทล.2 (มิตรภาพ) ขาล่อง กม.38-35 ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
  ลักษณะเป็นทางลงเนินลาดชัน รถส่วนใหญ่ใช้ความเร็วสูง ทางแก้ไข  จัดรถวิทยุจอดสังเกตการณ์ เพิ่มความเข้มงวดจับกุมผู้กระทำผิด  ตรวจจับความเร็วอย่างจริงจัง

       นอกจากจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทั้ง 7 จุดแล้ว  ตำรวจทางหลวงยังออกมาตรการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุด้านอื่น ๆ ด้วย โดย  พล.ต.ต.พงษ์สิทธิ์ แสงเพชร ผบก.ทล. ได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทั้ง 8  กองกำกับการ 41 สถานี ตั้งจุดตรวจจับความเร็วทุกระยะบนทางหลวง  และมีด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ตลอดเส้นทาง จัดวิทยุสายตรวจเคลื่อนที่  ตรวจจับบริเวณเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ เส้นทึบสีเหลืองซึ่งเป็นเขตห้ามแซง




ส่วนมาตรการเน้นหนักในช่วงเทศกาลมีทั้งหมด 6 มาตรการ คือ

1.  ด้านการบริหารจัดการ มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่  บก.ทล. กก.ทล. และสถานีตำรวจทางหลวง โดยเปิดศูนย์ตั้งแต่วันที่ 27  ธันวาคม-2 มกราคม 2556

2. มาตรการด้านการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด โดยเน้นการจับกุมข้อหาขับรถเร็ว ด่านตรวจแอลกอฮอล์เพื่อไม่ให้เมาแล้วขับ

3. มาตรการด้านสังคม เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมปฏิบัติและดำเนินชีวิตอย่างเป็นมงคลในการเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี

4.  มาตรการด้านวิศวกรรมจราจร  เร่งรัดซ่อมแซมถนนที่ชำรุดและหากการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ  จะขอให้หยุดซ่อมแซมชั่วคราวในช่วงเทศกาล  พร้อมติดตั้งป้ายและสัญญาณไฟเตือนให้เห็นชัดเจน

5.  มาตรการด้านประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัย  คาดเข็มขัดนิรภัย ห้ามขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด  ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถ

6.  มาตรการด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการกู้ชีพ  ประสานโรงพยาบาลจัดเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาล แพทย์  พยาบาลและหน่วยบริการฉุกเฉิน มูลนิธิต่างๆ เพื่อการช่วยเหลือ กู้ภัย กู้ชีพ

       นอกจากนี้ ตามจุดทางหลวงต่าง ๆ  ยังมีหน่วยบริการประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ทั้งหมด 237 หน่วย  ภายในหน่วยจะมีห้องน้ำสะอาด น้ำดื่ม ผ้าเย็น กาแฟ ยาสามัญประจำบ้าน  ห้องพักผ่อนชั่วคราว ตรวจเช็กสภาพรถ แผ่นผับแสดงเส้นทางเดินรถ  และไวไฟฟรีอีกด้วย

       และสำหรับมาตรการบังคับใช้กฎหมาย อัตราโทษของผู้ฝ่าฝืนข้อหาเมาแล้วขับ  จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาต  และข้อหาดื่มสุราบนรถ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1  หมื่นบาท

ที่มา : matichon.co.th
70  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / 10 สถานที่เที่ยวปีใหม่ ไปไหนดี? เมื่อ: ธันวาคม 29, 2012, 12:31:28 PM
นับถอยหลังอีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่วันปีใหม่ 1 มกราคม พ.ศ.2556 เทศกาลแห่งความสุขที่ทุกคนต่างตั้งตาคอย เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ ครอบครัว เพื่อนฝูง  และญาติพี่น้องจะได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตาร่วมกันเฉลิมฉลองในโอกาสส่งท้าย ปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญตักบาตร  การขอพรจากผู้ใหญ่ การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์



แต่ นอกจากกิจกรรมข้างต้นแล้วยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตที่ขาดไปไม่ได้เลยคือ  การเดินทางท่องเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ กับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือคนรัก  เพื่อพักผ่อนหย่อนใจเปลี่ยนบรรยากาศและเตรียมตัวเปิดรับสิ่งใหม่ๆ  ที่จะเข้ามาในชีวิต และในโอกาสนี้ มติชน  ขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมที่ถือเป็นไฮไลต์ 10 แห่งทั่วประเทศ

1.ไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล 4 เส้นทาง  ได้แก่ 1.ไหว้พระเสริมสิริมงคล 9 พระอารามหลวง ซึ่งประกอบด้วย  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) เพื่อให้จิตใจสะอาดดุจพระรัตนตรัย,  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เพื่อให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุข,  วัดสุทัศนเทพวราราม เพื่อให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล, วัดบวรนิเวศวิหาร  เพื่อให้พบแต่สิ่งดีงาม, วัดชนะสงคราม เพื่อให้มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง,  วัดสระเกศ เพื่อเสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล, วัดอรุณราชวราราม  (วัดแจ้ง) เพื่อให้ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน, วัดระฆังโฆสิตาราม  เพื่อให้มีชื่อเสียงโด่งดัง, วัดกัลยาณมิตร เพื่อให้เดินทางปลอดภัย

นอก จากนี้ ยังมีอีก 3 เส้นทางคือ ไหว้กษัตริย์ 9 พระองค์, ไหว้พระ 9 รัชกาล  และ ไหว้พระ 9 วัด ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา  เพื่อเป็นการเริ่มต้นชีวิตในปีใหม่ด้วยความสุขสงบทางใจและสติปัญญาในการใช้ ชีวิต โดยสามารถรับคู่มือรายละเอียดเส้นทางทั้งหมดได้ที่  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่

2. อร่อยดีกินฟรีทั้งตลาดที่ตลาดสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศ  มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี  และแสดงให้เห็นพลังของคนในท้องถิ่นที่ร่วมมือกันหาทางอนุรักษ์  จนกระทั่งฟื้นคืนชีวิตให้กับชุมชนได้อีกครั้งโดยใช้กิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสำคัญ

โดย กิจกรรมอร่อยดีกินฟรีทั้งตลาดจะจัดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา  17.00 น.เป็นต้นไป โดยลูกค้าจะต้องซื้อภาชนะในตลาดร้อยปีสามชุก  ซึ่งจัดจำหน่ายในราคา 20 บาท  จากนั้นสามารถนำไปใส่อาหารรับประทานฟรีได้ทั้งตลาด


3. เทศกาลกินปลาและของดีจังหวัดสิงห์บุรี ครั้งที่ 18   ซึ่งมีชื่อเสียงและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้านอาหารโดยเฉพาะปลาแม่น้ำที่มีหลาก หลายชนิดซึ่งมีเมนูขึ้นชื่อคือ ปลาช่อนแม่ลา โดยภายในจะมีกิจกรรมต่างๆ  มากมาย อาทิ การทำหัวปลาต้มเผือกหม้อไฟยักษ์, การประกวดหุ่นปลาสวยงาม  ตลอดจนมหรสพต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม ถึง 3 มกราคมนี้  ที่ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี

4. รับตะวันที่ผาชะนะได ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี  ริมฝั่งตะวันออกสุดของประเทศไทย  ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ชื่อว่าเป็นจุด รับตะวันก่อนใครในสยาม  ดึงดูดใจด้วยหน้าผาที่ยื่นออกไปรับลมบนที่สูง  อากาศหนาวเย็นปกคลุมด้วยป่าสนสองใบ และมีทิวทัศน์งดงาม
โดย ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม ถึง 1  มกราคมนี้จะมีพิธีตีกลองส่งตะวันปีเก่าและต่อแสงตะวันรับปีใหม่  พร้อมทั้งพิธีผูกข้อมือรับขวัญปีใหม่ โดยชาวบรู ชาวพื้นเมืองบ้านท่าล้ง  อำเภอโขงเจียม อีกทั้งยังมีพิธีบวชต้นไม้  พร้อมรับศีลรับพรและธรรมยาตราสู่ผาชะนะได

5.ไหลโคมล่องโขง  ตามความเชื่อที่ว่าการไหลโคมไฟล่องแม่น้ำโขงจะเป็นการลอยสิ่งที่ไม่ดี  รวมทั้งเคราะห์โศกต่างๆ  ไปกับโคมไฟหรือเส้นผมที่ใส่ลงในโคมล่องแม่น้ำโขงที่ไหลเป็นจุดสุดท้ายก่อน ออกจากประเทศไทย เพื่อรับความโชคดีในวันขึ้นปีใหม่ที่จะมาถึง  โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม ถึง 3  มกราคมนี้ที่สวนสาธารณะดอนหินตั้ง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

6. รับอรุณเบิกฟ้า วันปีใหม่ ณ พนมรุ้ง ที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่ง ภายในประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญคือ ปราสาทหินพนมรุ้ง  เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ดังนั้น  ปรางค์ประธานบนยอดจึงเปรียบเสมือนวิมานที่ประทับของพระศิวะ

ทั้ง นี้ กิจกรรมรับอรุณเบิกฟ้าวันปีใหม่ ณ พนมรุ้ง จะเริ่มตั้งแต่เช้าเวลา  05.30 น.โดยขบวนกองบุญจะร่วมกันเดินขึ้นเขาพนมรุ้งเพื่อขอพรพระศิวะ  ไหว้พระเมตตาพนมรุ้ง และพิธีบวงสรวงเทวาลัย บริเวณเสานางเรียง


7. อะเมซิ่งโรงเกลือแกรนด์เซลล์ ที่ตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว  ซึ่งมีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา  และถือเป็นแหล่งรวมเสื้อผ้ามือสองและข้าวของเครื่องใช้แหล่งใหญ่และได้รับ ความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม ถึง 1  มกราคมนี้จะมีมหกรรมลดราคาสินค้า 20-50 เปอร์เซ็นต์  จากร้านค้าภายในตลาดโรงเกลือและศูนย์การค้าอินโดจีน กว่า 1,000 ร้านค้า  นอกจากนี้ ยังมีการแสดงวัฒนธรรมสองแผ่นดิน ไทย-กัมพูชา  รวมทั้งกิจกรรมนับถอยหลัง ส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่


8. เคานต์ดาวน์ที่เหมืองปิล็อก บ้านอีต่อง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี   ซึ่งพื้นที่นี้ในอดีตเคยเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ที่ผู้คนต่างเดินทางมาแสวงโชค ด้วยการทำเหมืองแร่ แต่เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไปเหมืองแร่ กว่า 50 แห่ง  ก็ต้องปิดตัวลงราวปี พ.ศ.2529  และกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความสวยงาม  ประกอบกับวิถีชีวิตผู้คนที่มีความหลายหลาย

ทั้ง นี้ งานสัมผัสอากาศเย็นเด่นในตำนานเหมืองแร่ปิล็อก จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่  30-31 ธันวาคมนี้ โดยภายในงานจะมีกิจกรรมเที่ยวชมธรรมชาติ  ขุนเขาและสายหมอก, ชมอุโมงค์การทำเหมืองขุดในอดีต, นิทรรศการ 4  หมู่บ้านพื้นถิ่น ได้แก่ โบอ่อง, อีกต่อง, ชุมชนเนปาล และชุมชนพม่า  รวมทั้งการแสดงของชนพื้นเมืองกะเหรี่ยง, พม่า  และกิจกรรมนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่

9. งานประเพณีวัฒนธรรมชนเผ่า ณ วัดไทยวัฒนาราม อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก   ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของวิถีชีวิตของผู้คนและการค้าขายริมชาย แดนไทย-พม่า ซึ่งในวันที่ 1-2  มกราคมนี้มีกิจกรรมหลากหลายโดยเฉพาะกิจกรรมด้านวัฒนธรรม อาทิ  การเดินขบวนแต่งกายชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในอำเภอแม่สอด ประกอบด้วย ชาวไทยใหญ่,  ชาวกะเหรี่ยง, ชาวพม่า, ชาวปะโอ และชาวปะหล่อง, การสาธิตทำข้าวแดง,  ข้าวยาคู ตลอดจนการแสดงชนเผ่าของแต่ละชนเผ่า

10. มหัศจรรย์กลางตาปี ตีระฆังข้ามปี ที่สะพานจุลฯ ณ สะพานจุลจอมเกล้า  ซึ่งเป็นสะพานสำคัญที่สุดในเส้นทางสายใต้สร้างขึ้นเพื่อข้ามแม่น้ำตาปี  จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2496  ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสะพานเหล็ก 3 ช่วง  รวมความยาวทั้งสิ้น 200 เมตร  นับเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของประเทศและของคนใน ท้องถิ่น


            ภายในงานตั้งแต่วันที่ 30-31 ธันวาคม มีกิจกรรมความรู้ควบคู่ความบันเทิง  อาทิ การถ่ายทอดเรื่องราวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ พิพิธเมืองคนดี,  นิทรรศการภาพถ่ายในอดีตและกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์คือ  การตีระฆังข้ามปีกลางแม่น้ำตาปีที่สะพานจุลจอมเกล้า  ตามความเชื่อที่ว่าการตีระฆังจะเป็นมงคลและทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังขจร กระจาย

       ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมและสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั่ว เมืองไทยในงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่แห่งปี  มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การไหว้พระทำบุญ  การเรียนรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ตลอดจนการจับจ่ายหาซื้อสินค้าและอาหาร



ที่มาจาก : http://www.matichon.co.th
71  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องพูด คุย สาระความปลอดภัยทั่วไป แบ่งปันไฟล์ข้อมูลความรู้ / อยากทราบว่าหยุดเทศกาลปีใหม่ 2556 ไปไหนกันครับ เมื่อ: ธันวาคม 28, 2012, 09:10:03 AM
อยากทราบว่าหยุดเทศกาลปีใหม่ 2556 ไปไหนกันครับ

สำหรับผม หยุด 28 ธ.ค. - 2 ม.ค.
ทำ OT  ตรวจงาน กลางวัน  1   กลางคืน  2 

เป็นปกติทุกเทศกาล
คงหาที่เที่ยวใกล้ๆ ไม่ได้ไปไหนไกลครับ   รถเยอะ

 ::)

เพื่อนๆน้องๆพี่ๆ  ท่านใดเดินทางขอให้เดินทาง ด้วยความปลอดภัยนะครับ
ขับรถทางไกล
1.นอนหลับพักผ่อนก่อนการเดินทางอย่างน้อย  6 ชํ่วโมง
2.หลีกเลี่ยงการเดนทางช่วง ตี 1 - ตี 5
3.หยุดพักคนพักรถทุกๆ 2 ชั่วโมง
4.ไม่ดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์
5.ปฏิบัติตามกฏจราจรและมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง

 :wanwan020:
 
72  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ภาพ, คลิปอาร์ท , คลิปวิดีโอ สำหรับใช้ในงานความปลอดภัย / ภาพข่าวแห่งปี 2555 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2012, 08:37:13 PM
                                                                                                                    ภาพข่าวแห่งปี 2555
1. น้ำตาแห่งความสูญเสีย..ชายผู้สูญเสียลูกชายไปเพราะถูกกองทัพซีเรียฆ่าตาย ใกล้กับโรงพยาบาลในเมืองอเลปโป



2. เหยื่อคลั่ง..นายทอม ซุลลิแวน กอดสมาชิกในครอบครัว  หลังพบลูกชายวัย  27 ปี  ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์สังหารหมู่ในโรงภาพยนตร์ที่เมืองออโรรา  รัฐโคโลราโด สหรัฐ ขณะฉายภาพยนตร์เรื่อง “แบทแมน อัศวินรัตติกาลผงาด”


3. หนีตาย..เด็กนักเรียนเดินแถวหนีออกมาจากโรงเรียนประถมแซนดี้ ฮุค เมืองนิวทาวน์ รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐ สถานที่เกิดเหตุสังหารหมู่ 26 ศพ


4. เจอพายุ..รถแท็กซี่เหลืองจอดจมน้ำเพราะพายุเฮอริเคน “แซนดี้” พัดถล่มนิวยอร์ก สหรัฐ

5. ประท้วง..นายจามเพล เยชิ ผู้ลี้ภัยชาวทิเบต จุดไฟเผาฆ่าตัวตายในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ก่อนประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ของจีนจะไปเยือน

6. โดดขอบอวกาศ..นายเฟลิกซ์ บวมการ์ทเนอร์ ชาวออสเตรีย  กระโดดลงมาจากแคป ซูล เส้นขอบฟ้า บนความสูง 38.6 กม. และด้วยความเร็ว  1,137 กม. ต่อชั่วโมง เป็นสถิติโลก

7. โต้วาที..ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐ กับนายมิตต์ รอมนีย์ บนเวทีโต้วาทีรอบสอง ที่มหาวิทยาลัยฮอฟสตรา เมืองเฮมพ์สเตด รัฐนิวยอร์ก

8. เรือล่ม..เรือสำราญ “กอสตา กอนกอร์เดีย” เอียงคว่ำหลังเกยตื้น นอกชายฝั่งเกาะจีกลิโอ อิตาลี



9. ยิงหมี..หมีหล่นลงมาจากต้นไม้  หลังโดนเจ้าหน้าที่ใช้ปืนยาสลบยิง  เพราะเข้าไปเดินเพ่นพ่านอยู่ในมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ รัฐโคโลราโด  สหรัฐ

10. ว่ายน้ำ..น.ส.ซาแมนธา อรีฟาโล ซาลินาส  แห่งเอกวาดอร์ โดดลงสระว่ายน้ำ ในการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 800 เมตรหญิง  กีฬาโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน อังกฤษ








73  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / คำทำนายวันสิ้นโลก 2012 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 07:38:27 PM
คำทำนายวันสิ้นโลก 2012  1/5


74  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / Card สายด่วนเพื่อนร่วมทาง แจกพนักงานเอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 04:16:44 PM
Card สายด่วนเพื่อนร่วมทาง แจกพนักงานเอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง

 ::) :wanwan020:
75  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / ตรวจสภาพรถก่อนเดินทางปีใหม่ เมื่อ: ธันวาคม 20, 2012, 09:12:34 PM
ตรวจสภาพรถก่อนเดินทางปีใหม่

 ::)
76  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / 15 ธ.ค. 55 ระทึกกลางกรุง รถเครนเกี่ยวเสาไฟล้ม เมื่อ: ธันวาคม 15, 2012, 03:19:00 PM
วันนี้ 15 ธ.ค. ร.ต.ต.ญาณโชติ ดาวกระจาย พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ  ได้รับแจ้งเหตุรถเครนเกี่ยวเสาไฟฟ้าล้มจำนวน 32 ต้น ตั้งแต่ถนนพระราม 3 ซอย  73 ไปจนถึงถนนนางลิ้นจี่ แขวงช่องนนท์ทรี เขตยานนาวา กทม.  จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และประสานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง  แล้วรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู
   



    ที่เกิดเหตุพบเสาไฟฟ้าจำนวน 32 ตัน ล้มระเนระนาดเต็มถนน  เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตัดไฟ ตรวจสอบพบ รถเครน ยี่ห้อนิสัน ทะเบียน 72-8839  จอดอยู่บนพื้นถนนขวางถนนใกล้ปั้มน้ำมันบางจาก ในสภาพเครนตั้งอยู่  โดยมีเสาไฟล้มทับตัวรถ ซึ่งรถเครนดังกล่าวเป็นของบริษัทวาณิช เซอร์วิส  จำกัดที่มารับงานก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ทิพยประกันภัย โดยมีนายสงวน  กิติสกนธ์ อายุ 55 ปี เป็นคนขับ ตรวจสอบโดยรอบพบ รถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา  ทะเบียน ษณ 2974 กทม. รถยนต์กระบะอีซูซุ สีเทา ทะเบียน ชฐ 3047 กทม.  รถแท็กซี่ สีส้ม ทะเบียน ทล 4316 กทม. รถคอนเทรนเนอร์ ทะเบียน 60 - 1370  และบ้านเลขที่ 206/1 ถูกเสาไฟฟ้าล้มทับได้รับความเสียหาย โดยมีนายวสุ  สุทธิพงษ์ชัย เป็นเจ้าของบ้านดังกล่าว  ส่วนรถยนต์ทั้งหมดจอดเรียงกันสภาพถูกเสาไฟฟ้าทับพังยับเยิน  เบื้องทราบมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 ราย โดยนำส่งรพ.เจริญกรุงประชารักษ์
   
    สอบสวนนายสงวน ให้การว่า  ก่อนเกิดเหตุตนได้จอดรถอยู่บนเนินซึ่งอยู่สูงกว่าถนนประมาณ 1เมตร  จากนั้นรถได้เกิดไหลลงมาบนถนนจนเป็นเหตุให้เครนที่ตั้งอยู่ไปเกี่ยวกับเสา ไฟฟ้า จนทำให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
   
    จากการสอบถามนาย ธนสิทธ์ วิโรจน์สายลี เจ้าของรถอีซูซุ  เล่าเหตุการณ์ระทึกว่า ตนได้ขับรถมาตามถนนพระราม 3  เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุตนเห็นรถเครนคันดังกล่าวกำลังไหลลงมาและเกี่ยวเสา ไฟฟ้าล้มลงมาทับที่รถของตน ซึ่งในขณะที่เสาไฟล้มทับตนก็ยังอยู่ภายในรถ  แต่โชคดีที่ตนไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
   
    ด้านนายวสุ เจ้าของบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังนอนหลับอยู่ที่ชั้น 3  ของบ้าน จากนั้นได้ตนยินเสียงเหมือนของหล่นใส่หลังคาบ้านอย่างแรง  เมื่อตนเปิดกระจกออกไปดูก็พบว่าเสาไฟฟ้าล้มทับบ้าน  จากนั้นตนจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือนำออกจากบ้านเพราะเกรงว่า ไฟฟ้าอาจจะดูดได้
   
    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวคนขับรถเครน ไปสอบปากคำที่สน.  ส่วนด้านเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าก็ได้ทำการเร่งตรวจสอบความเสียหายและเครียร์ พื้นที่โดยนำเสาไฟฟ้าที่หักล้มออกจากที่เกิดเหตุโดยด่วนที่สุด  เพราะขณะนี้ได้ทำการปิดถนนดังกล่าวอยู่ จนทำให้การจราจรบนถนนพระราม 3  ติดขัดอย่างหนัก.

ที่มา : dailynews.co.th/crime/172490
77  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ภาพ, คลิปอาร์ท , คลิปวิดีโอ สำหรับใช้ในงานความปลอดภัย / ทดสอบ EMS Rescue TV เมื่อ: ธันวาคม 11, 2012, 10:57:36 PM
ทดสอบ  EMS Rescue TV
78  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป Slips, Trips, and Falls: Office - Workstation เมื่อ: ธันวาคม 02, 2012, 08:57:35 PM
คลิป Slips, Trips, and Falls: Office - Workstation
79  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป Slips, Trips, and Falls: Office - Stairs เมื่อ: ธันวาคม 02, 2012, 08:55:42 PM
คลิป Slips, Trips, and Falls: Office - Stairs
80  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป Slips, Trips, and Falls: Office - Meeting Room เมื่อ: ธันวาคม 02, 2012, 08:53:38 PM
คลิป Slips, Trips, and Falls: Office - Meeting Room


81  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป Improving safety and health at work through a Decent Work Agenda เมื่อ: ธันวาคม 02, 2012, 08:49:32 PM

[color=rgb(51, 51, 51)]The equivalent of four plane crashes each and every day this is how many people go out to work each day and dont return home because they die in a workplace accident. Thousands more die of work-related diseases. But these accidents and illnesses are preventable. Co-ordinated action at the national and enterprise level is improving workplace safety and health, as well as directly benefiting business productivity, cost-saving and competitiveness. The EU and the ILOs programme on Safety and Health at Work and the environment SAFEWORK have engaged in a joint project to improve safety and health at work in five countries across three regions of the world: Honduras, Malawi, The Republic of Moldova, Ukraine, and Zambia.The successes reached in these countries can be replicated around the world, leading to safe and healthy, decent workplaces for all.[/color][color=rgb(51, 51, 51)]
[/color]
[color=rgb(51, 51, 51)]For more information on the ILO's programme on Safety and Health at Work, please visit: [/color][color=rgb(28, 98, 185)]http://www.ilo.org/safework/projects/lang--en/index.htm[/color][/font]
82  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / การสำรวจความปลอดภัยในการเดินทางทางถนน เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2012, 10:23:18 AM
 
        ผลการสำรวจจากประชากรอายุ  18 ปีขึ้นไป ในปี 2553 พบว่า มีจำนวนทั้งสิ้น 50.3 ล้านคน  ในรอบปีที่ผ่านมามีผู้ที่ไม่เคยประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน จำนวน  48.7 ล้านคน หรือคิดเป็น ร้อยละ 96.9 และมีผู้ที่เคย  ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน จานวน 1.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ  3.1 จะเห็นได้ว่า  ในแต่ละวันโดยเฉลี่ยแล้วมีประชาชนประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บจากการ เดินทางทางถนนถึงวันละ 4,384 คน
จำนวนประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จำแนกตามประสบการณ์ การประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน
เมื่อพิจารณาถึงเพศของผู้ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน พบ ว่า เพศชายมีจำนวนผู้ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน 1.1 ล้านคน หรือ  ร้อยละ 69.7  ส่วนเพศหญิงมีผู้ประสบอุบัติเหตุ 5 แสนคน หรือร้อยละ 30.3  โดยเพศชายเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างมากกว่าเพศหญิงเกือบ 3 เท่าตัว
จากการสำรวจแต่ละกลุ่มอายุ พบว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มอายุ 18 - 24 ปี จะเป็นกลุ่มอายุที่มีสัดส่วนของผู้ประสบอุบัติเหตุมากที่สุด คือ  ร้อยละ 4.9 (หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 18 - 24 ปี 100 คน  มีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน 4.9 คน) รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 25 –  34 ปี ร้อยละ 3.6 กลุ่มอายุ 35 – 34 ปี ร้อยละ 3.1 กลุ่มอายุ 45 - 54 ปี  ร้อยละ 2.7 และกลุ่มอายุ 55 – 59 ปี ร้อยละ 2.5  ส่วนกลุ่มอายที่มีสัดส่วนของผู้ประสบอุบัติเหตุน้อยที่สุดเป็นกลุ่มอายุ 60  ปีขึ้นไป ร้อยละ 1.4  จากข้อมลกลุ่มผู้ที่อยู่ในวัยแรงงานที่เป็นกาลังหลักของทั้งครอบครัวและ ประเทศเป็นกลุ่มผู้ที่เกิดอุบัติเหตุค่อนข้างสูง  ซึ่งทําให้ประเทศเกิดความสูญเสียทรัพยากรของชาติ
มื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่มีสัดส่วนของผู้ประสบอุบัติเหตุ และได้รับบาดเจ็บมากที่สุดเป็นประชากรที่อยู่ในภาคกลาง คือ  ร้อยละ 3.8 รองลงมาเป็นภาคเหนือ ร้อยละ 3.4 กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 3.2  ภาคใต้ ร้อยละ 3.1  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภาคที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุน้อยที่สุด ร้อยละ  2.3
สำหรับกลุ่มอาชีพของผู้ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน  ได้แก่ ผู้ปฏิบัติการโรงงานและเครื่องจักร  และผู้ปฏิบัติงานด้านการประกอบเป็นกลุ่ม  อาชีพที่มีผู้ประสบอุบัติเหตุมากที่สุด คือ ร้อยละ 6.3   รองลงมาเป็นอาชีพขั้น พื้นฐานต่าง ๆ ในด้านการขายและการให้บริการ ร้อยละ  4.1 ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านเทคนิคสาขาต่าง ๆ และที่เกี่ยวข้อง   และผู้ปฏิบัติงานด้าน ความสามารถทางฝีมือและธุรกิจการค้าเท่ากัน ร้อยละ 3.8  ส่วนอาชีพที่  ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนนน้อยที่สุดคืออาชีพผู้ปฏิบัติงานที่มี  ฝีมือในด้านการเกษตรและการประมง ร้อยละ 2.4
สำหรับพาหนะที่ประสบอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์มากที่สุด  ร้อยละ 74.2 รองลงมาเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ร้อยละ 18.3  รถบรรทุก ร้อยละ  2.5  รถโดยสารสาธารณะ ร้อยละ 1.8  และพาหนะอื่นๆ อีกร้อยละ 3.2 ตามลําดับ
กลุ่มที่ 3 ผู้ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเกิน 3 วัน ร้อยละ 16.8
กลุ่มที่ 4 ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลไม่เกิน 3 วัน ร้อยละ 9.8
ส่วนกลุ่มที่ 5 เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล และต้องสูญเสียอวัยวะ ร้อยละ 0.9
เมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ประสบอุบัติเหตุถึงสาเหตุของการ เกิดอุบัติเหตุ  ประชาชนให้ความเห็นว่าสาเหตุหลักเกิดจากผู้ขับขี่ขาดวินัยจากการขับขี่ทาง จารจรมากที่สุด ร้อยละ 31.8 รองลงมาเกิดจากถนนขรุขระ  แสงสว่างไม่พอ ทางคดเคี้ยว ร้อยละ 25.3 เมาแล้วขับ ร้อยละ 11.4  สภาพอากาศ/ทัศนวิสัยไม่ดีร้อยละ 6.4 สภาพพาหนะไม่พร้อม ร้อยละ 5.2  ผู้ขับขี่ไม่มีความรู้ในการขับขี่ที่ ถูกต้อง ร้อยละ 4.6  และที่เหลือเป็นสาเหตุอื่น ๆ
ส่วนความรนแรงที่เ่กิดจากการเกิดอุบัติเหตุ จากการ สำรวจ พบว่า  ในการเกิดอุบัติเหตุจากการเดินทางทางถนนจะมีจำนวนของผู้ได้รับบาดเจ็บร้อยละ  76.9 และผู้ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ ร้อยละ 23.1  หากพิจารณาเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ  เมื่อแยกตามความรุนแรงของการประสบอุบัติเหตุ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งต้องรับการรักษาพยาบาลและกลับบ้านได้ ร้อยละ 37.5
กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ต้องไปรับการรักษาพยาบาล ร้อยละ 35.0
 
 
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ
 :wanwan017:
83  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องโชว์ ผลงาน / กิจกรรมของสมาชิก / ทีมดับเพลิงโรงงานสำโรงร่วมระงับเหตุเพลิงไหม้กับหน่วยงานดับเพลิงท้องถิ่น เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2012, 11:18:44 PM
ประชาสัมพันธ์หน่อยครับ
ทีมดับเพลิงโตโยต้าโรงงานสำโรงร่วมระงับเหตุเพลิงไหม้กับหน่วยงานดับเพลิงท้องถิ่น :wanwan013:
84  กองทุนเว็บ และกฎระเบียบการใช้งานเว็บบอร์ด / ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาในการใช้งานเว็บบอร์ด / เว็บมีปัญหา ฐานข้อมูลเสียหาย เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 05:28:57 PM
งานยุ่งทั้งวัน
เพิ่งเข้ามาดูเว็บ  ปรากฎว่า
เว็บมีปัญหา ลิ้งค์ฐานข้อมูลไม่ได้ เกือบ 8  ชม.


ซ่อมแล้วนะครับ  ไม่รู้ OK  ไหม   ช่วยลองกันหน่อยนะครับ
 :-X
85  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ท่องเที่ยว พักผ่อน สบายๆสไตล์ จป. / เคล็ดลับ กำจัดความขี้เกียจ เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2012, 08:44:12 AM
เคล็ดลับ กำจัดความขี้เกียจ   
:wanwan014:
มีประโยชน์ดีครับ นำมาแชร์กัน
86  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / ประชาสัมพันธ์ส่งผลงานเข้ารับการพิจารณา ผลงานดีเด่นด้านการยศาสตร์ ประจำปี 2555 เมื่อ: ตุลาคม 25, 2012, 09:43:50 PM
เรียน ท่านผู้เกี่ยวข้องครับ
ขอความอนุเคราะห์ฝากประชาสัมพันธ์กิจกรรมเรื่องการส่งผลงานเข้ารับการพิจารณารางวัล EBPA2012 รางวัลผลงานดีเด่นด้านการยศาสตร์ ประจำปี 2555 ส่งผลงานได้ถึงวันที่ 2 พย. 2555 นี้ครับ   

ขอบคุณมากครับ
ด้วยความนับถืออย่างยิ่ง
นริศ เจริญพร




เรียน ผู้บริหารโรงงานและผู้สนใจงานด้านการยศาสตร์ทุกท่าน

ทางสมาคมการยศาสตร์ได้เล่งเห็นว่าการส่งเสริมและให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานที่สามารถปรับปรุงพัฒนางานเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เกิดขวัญและกำลังใจในการทำงานและประสิทธิภาพในการทำงาน   แม้ว่าผลการปรับปรุงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็อย่าได้มองข้ามนะครับ   เพราะการปรับปรุงเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจอันดีของทุกท่าน   


ด้วยเหตุนี้ทางสมาคมการยศาสตร์จึงขอเรียนเชิญองค์กร หรือหน่วยงานที่มีผลงานที่เกี่ยวข้องการลดความเสี่ยงทางด้านการ ยศาสตร์ เข้าร่วมการพิจารณารางวัล EBPA 2012 ประจำปี 2555    รายละเอียดการส่งผลงาน ตัวอย่างผลงาน และการเตรียมตัวสามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/ErgonomicsThailand  หรือ คลิกที่นี่   

กำหนดส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ergo@est.or.th    อนึ่งผู้ส่งผลงานทุกผลงานจะได้รับสิทธิ์ส่วนลด 50%  (1 ท่านต่อ 1 ผลงาน)  ในการเข้าร่วมการสัมมนาใหญ่ประจำปี 2555 ของสมาคมเรื่อง ยืนทำงานอย่างไร ปลอดภัย ได้ประสิทธิภาพ
     
สำหรับผลงานที่ได้รับการพิจารณารางวัลจะได้รับถ้วยรางวัลและประกาศเกียรติบัตร รวมทั้งได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมสัมมนาฟรี (1 ท่านต่อ 1 ผลงาน)  การสัมมนาใหญ่ประจำปี จะมีในวันพุธและพฤหัสบดีที่  21-22 พฤศจิกายน  2555 รายละเอียดตามไฟล์ที่แนบมา หรือสามารถติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/ErgonomicsThailand หรือ คลิกที่นี่ 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ seminar@est.or.th   
จึงเรียนมาเพื่อประชาสัมพันธ์และขอเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้ 

ด้วยความนับถือ
สมาคมการยศาสตร์ไทย
87  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / 5ส สไตล์เสริมสุข เมื่อ: ตุลาคม 22, 2012, 08:59:42 PM
5ส สไตล์เสริมสุข   แหล่มมากครับ

ขอนำมาโพสต์ ให้เพื่อนๆ จป. ชมกันครับ


 :wanwan013:
ขอบคุณ บ.เสริมสุข มา ณ โอกาสนี้
88  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / เปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่ชีวอนามัยและความปลอดภัย จำนวน 2 อัตรา ด่วนมาก เมื่อ: ตุลาคม 11, 2012, 02:42:32 PM
บริษัท Precise International Corporation Co.Ltd สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ 1842 ถนน.กรุงเทพ-นนทบุรี วงศ์สว่าง บางซื่อ กทม.
 
เปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่ชีวอนามัยและความปลอดภัย จำนวน 2 อัตรา ด่วนมาก!!!
บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า ปฏิบัติงานที่  1/5 หมู่ 9  ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
เงินเดือน 17,000บาทขึ้นไปต่อรองได้ + ค่าประสบการณ์+ค่าเกียรตินิยม+ค่า Toeic

สวัสดิการ
- สหกรณ์
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- เงินเกษียณอายุ
- ประกันสุขภาพ AIA
- บัตรประกันสุขภาพ OPD
- สมาคมกลุ่ม Precise
- โบนัส
- ค่าเล่าเรียนบุตร
- เที่ยวประจำปี
- ชุดฟอร์ม
สนใจติดต่อ เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล
 
กันย์สินี ( เบญ )
 
083-3076688
 
E-mail : hrmprecise@gmail.com 
89  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / บริษัท ฟินมอร์ จำกัด รับสมัครเจ้าหน้าที่ จป.วิชาชีพ (สำนักงานที่แหลมฉบัง) เมื่อ: ตุลาคม 10, 2012, 07:45:54 PM
ส่งมาให้ทางเมล์   ครับ
รายละเอียดดาวน์โหลด ไฟล์แนบเลยครับ

 ::)


เรียน สมาชิก จป. ทุกท่าน
 
         บริษัท ฟินมอร์ จำกัด กำลังรับสมัครเจ้าหน้าที่
 จป.วิชาชีพ (ประจำสำนักงานที่แหลมฉบัง จ.ชลบุรี)
 หากสมาชิก จป. ท่านได้สนใจติดต่อได้ตาม File ที่
 แนบมาด้วยนี้ค่ะ
 
                                          ขอบคุณค่ะ
                                              สุธิดา 
                               csuthida@navatphalang.com
90  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร การอบรม ที่จัดฟรี, ไม่มีค่าใช้จ่าย / อบรมโครงการเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันและลดปัญหาการประสบอันตราย ฟรี เมื่อ: ตุลาคม 10, 2012, 06:50:06 PM
เรียนคุณณัฐธนนท์
 
     ฝ่ายความปลอดภัยในการทำงาน สสค.สมุทรปราการ 
คุณฐิติญา  อินทรปัญญา  หัวหน้ากลุ่มงานความปลอดภัย
 ขอฝากข่าวประชาสัมพันธ์ การอบรมโครงการเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันและลดปัญหาการประสบอันตรายในสถานประกอบกิจการ
 ขนาดกลางและขนาดย่อม จัดอบรม ทั้งหมด 3 รุ่น  รุ่นที่ฝากประชาสัมพันธ์ครั้งนี้ คือ

รุ่นที่ 2 วันที่ 24-25 ตุลาคม 2555
 รุ่นที่ 3 วันที่ 29-30 ตุลาคม 2555

ณ โรงแรมเดอะคัลเลอร์ลิฟวิ่ง ถ.เทพารักษ์ กม.4 ฟรี  ไม่เสียค่าใช้จ่าย
 
 รายละเอียดตามเอกสารที่แนบมาให้นะคะ  สะดวกเข้าอบรมรุ่น ที่ 2 หรือ รุ่นที่ 3 เลือกกรอกแบบตอบรับ ส่งไปที่ สสค.สมุทรปราการ
 ตามเบอร์แฟกซ์ที่แจ้งไว้ ได้เลยค่ะ  รับรุ่นละ 60 คน บริษัทฯ ละ 1 คน ค่ะ  (บริษัทฯ ลูกจ้างตั้งแต่ 50-299 คนค่ะ)
 
 สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-3946645-7 02-3946970-2 ต่อ 32-36 หรือ ต่อ 34 คุณถนอม ต่อ 32 คุณปิยมน ต่อ 33 คุณฐิติญา  ได้ค่ะ
 
                                       ขอบคุณมากนะคะ


91  พันธมิตรเครือข่ายความปลอดภัย จป.ดอทคอม / สมาคมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจังหวัดสมุทรปราการ / ย้ายแล้ว: ประกาศหาVENDOR ตรวจสอบและซ่อมลิฟท์ขนสินค้า เมื่อ: กันยายน 18, 2012, 06:43:21 PM
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด ห้อง อยากซื้อ-ประกาศหาลูกจ้าง.

http://www.jorpor.com/forum/index.php?topic=11365.0
92  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง กฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ประกาศกรมโรงงาน การแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก ซึ่งวัตถุอันตราย เมื่อ: กันยายน 07, 2012, 03:05:29 PM
ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแจ้งข้อเท็จจริงของผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก ซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ (วอ./อก.6) โดยผ่านระบบสัญญาณคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2555
93  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้องโชว์ ผลงาน / กิจกรรมของสมาชิก / ฝึกอบรม การผจญเพลิงขั้นสูงและ Night fire drill เมื่อ: กันยายน 03, 2012, 07:59:43 PM
ฝึกอบรม การผจญเพลิงขั้นสูงและ Night fire drill

94  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / Supervision in Manufacturing - Slips & Falls เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 10:39:04 PM
[size=1.8333em][color=rgb(51, 51, 51)][size=0.9166em]Supervision in Manufacturing - Slips & Falls[/size]

ที่มา  : Worksafebc
95  กองทุนเว็บ และกฎระเบียบการใช้งานเว็บบอร์ด / ห้องผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลเว็บ / รับทำเข็มกลัดงาน Safety บริการใหม่ ของ จป.ดอทคอม เมื่อ: สิงหาคม 30, 2012, 06:42:52 PM
เรียน    สมาชิก พี่ๆ น้องๆ จป.ดอทคอม ที่นับถือทุกท่าน
เรื่อง    ขอประชาสัมพันธ์ บริการใหม่  ของ จป.ดอทคอม


ขออนุญาตเปิดบริการของเว็บเพื่อหารายได้ เป็นค่าใช้จ่ายของเว็บครับ
 [ ค่าโฮสต์, ค่าโดเมน, ค่าจัดเลี้ยงสังสรรค์สมาชิกในอนาคต, ค่าจัดดูงาน Safety บริษัทชั้นนำ ]
www.SafetyPremium.com   รับทำเข็มกลัดกลม ขนาด 3.2 / 4.4 / 5.8ซม. สามารถพิมพ์ภาพ, โลโก้ หรือรูปแบบตามต้องการเพื่อสื่อโฆษณาประสัมพันธ์ เป็นของทีระลึกในรูปแบบต่างๆ ตามต้องการ
รับทำเข็มกลัด เกี่ยวกับงานด้าน Safety   เช่น
  • เข็มกลัดคณะกรรมการความปลอดภัย             
  • เข็มกลัดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน
  • เข็มกลัด สมาคมฯ ชมรม ความปลอดภัย       
  • เข็มกลัดอนุญาตขับโฟร์คลิฟต์
  • เข็มกลัดอนุญาตเดินเครน               
  • เข็มกลัดอบรมดับเพลิง
  • เข็มกลัดปลอดภัยไว้ก่อน Safety First           
  • เข็มกลัดผ่านอบรมการทำงานในสถานที่อับอากาศ
  • เข็มกลัดอบรม สารเคมี ผู้ควบคุมแก๊ส           
  • เข็มกลัดผ่านงานควบคุมพิเศษต่างๆ
  • เข็มกลัด 5ส                   
  • เข็มกลัด Auditor TIS/OHSAS 18001, ISO 14001
  • เข็มกลัด รณรงค์ กิจกรรม ความปลอดภัยต่างๆ       
  • เข็มกลัด Safety Week สัปดาห์ความปลอดภัย
  • เข็มกลัดเกี่ยวกับการดับเพลิง           
  • เข็มกลัดสโลแกน ความปลอดภัย
  • เข็มกลัด ปฐมพยาบาล   
หรือจะทำ 1 ชิ้นเพื่อเป็นสินค้าเฉพาะกิจ เราก็ยินดีจัดทำให้ครับ
สนับสนุน1 อัน = สมทบทุน
ค่าใช้จ่ายดูแลเว็บ 3 บาท

:wanwan013: :-* :wanwan017:
   

ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.8 ซม.

5 ตัว / ตัวละ 35 บาท
10 ตัว / ตัวละ 30 บาท
30 ตัว / ตัวละ 28 บาท
50 ตัว / ตัวละ 25 บาท
100 ตัว / ตัวละ 22 บาท
500 ตัว / ตัวละ 18 บาท
1000  ตัวขึ้นไป  ตัวละ 11  บาท


ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.4 ซม.
5 ตัว / ตัวละ 30 บาท
10 ตัว / ตัวละ 25 บาท
30 ตัว / ตัวละ 22 บาท
50 ตัว/ตัวละ 20 บาท
100 ตัว/ตัวละ 17 บาท
200 ตัว/ตัวละ 14 บาท
300 ตัว/ตัวละ 12 บาท


ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.2 ซม.
5 ตัว / ตัวละ 20 บาท
10 ตัว / ตัวละ 18 บาท
30 ตัว / ตัวละ 16 บาท
50 ตัว/ตัวละ 14 บาท
100 ตัว/ตัวละ 12 บาท
200 ตัว/ตัวละ 11 บาท
300 ตัว/ตัวละ 10 บาท
500 ตัว/ตัวละ 9 บาท

ลูกค้าสั่งทำในนามหน่วยงาน องค์กรต่างๆ  เช่น บริษัท โรงงาน   โรงเรียน   ราชการ ฯลฯ

สั่งทำโดย

1. ขอใบเสนอราคาโดย การ ส่ง รูปภาพ    โลโก้  หรือแบบของท่าน ที่ต้องการทำ
     ระบุรายละเอียด
          1. ขนาด
          2. จำนวนที่ต้องการทำ
          3. ชื่อ ที่อยู่  เบอร์โทร.,  อีเมล์  ที่สามารถติดต่อได้
     มาที่ เมล์    safetypremium@gmail.com     หรือ โพสต์ แจ้งในเว็บบอร์ด

2.  ทางร้านจะดำเนินการส่งใบเสนอราคาแจ้งให้ทราบเพื่อให้ท่านพิจารณา ลงนามในการสั่งทำ  และสแกน เอกสารใบเสนอราคา กลับมาที่ อีเมล์  safetypremium@gmail.com     


3. โอนเงิน พร้อมส่งหลักฐานการโอนมาที่ อีเมล์ safetypremium@gmail.com     

                  ธนาคาร              กรุงเทพ
                  ชื่อบัญชี              ณัฐธนนท์  เศรษฐ์กุลพาณิช
                  สาขา                 อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง
                  เลขที่บัญชี           940-0-34914-9
                  ประเภทบัญชี          ออมทรัพย์


4. เมื่อตรวจสอบการโอนแล้ว ทางร้านจะเริ่มผลิตสินค้าทันที  และส่งสินค้าให้ถึงที่หมายตามกำหนดวันที่ลูกค้าต้องการ โดยพัสดุไปรษณีย์ แบบEMS


ชมผลงานได้ที่เว็บไซต์ของเรา ได้ที่

1)  เว็บหลัก                 http://www.SafetyPremium.com   
2)  เว็บตลาดดอทคอม     http://SafetyPremium.tarad.com
3)  เว็บLnwshop          http://safetypremium.lnwshop.com

 
หวังว่าจะได้รับใช้ทุกท่านในโอกาสที่ท่านต้องการนะครับ
 :wanwan017:

96  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) รับ จป.วิชาชีพ เมื่อ: สิงหาคม 24, 2012, 05:47:55 PM
บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)

AEON THANA SINSAP (THAILAND) PUBLIC COMPANY LIMITED

AEON Thana Sinsap (Thailand) Public Company Limited (the Company) was incorporated on September 18, 1992 by AEON Credit Service Co., Ltd. in Japan (AEON Credit Service Japan). The Company currently has paid up capital of 250 million baht.

 

Since listed the 1st section on Tokyo Stock Exchange in 1994, AEON Credit Service Japan, the major shareholder of the Company, is a leader of credit card business operator in Japan by providing financial services, including credit card, hire purchase, personal loan, and other services. Following its success in the Japanese market, AEON Credit Service Japan has expanded its business to other Asian countries such as Hong Kong, Thailand, Malaysia, Taiwan, China (Shenzhen), Indonesia, and Vietnam respectively.

 

We are seeking highly-qualified candidates in the following positions:

 

                         บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจบริการทางด้านเช่าซื้อ บริการสินเชื่อส่วนบุคคล และบริการด้านบัตรเครดิต เพื่อจัดหาบริการที่เพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าและตัวแทนร้านค้าต่างๆ เรากำลังหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม มาร่วมเติบโตไปกับเราตามตำแหน่งที่เปิดรับสมัครดังนี้

ตำแหน่งงานว่าง

1.   เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยวิชาชีพ (Safety Officer)  เพศชาย  1 ตำแหน่ง

• Bachelor's Degree in Occupational Health and Safety or related field(but have a certificate in Safety Professional)

• At least 2 years experience in Environmental Health and Safety management

• Good knowledge in Safety law and Thai Labour law

• Ability to train in Safety related courses

• Proactive, Self Motivation

• Project management and Communication skill

• Able to travel up country

 

    สวัสดิการ :สำหรับพนักงานประจำ - กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, Over Time, ค่ารักษาพยาบาลคนไข้ใน - คนไข้นอก, ค่าทำฟัน, ประกันสังคม, โบนัสประจำปี 2 ครั้ง/ปี, Incentive, สวัสดิการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับพนักงาน ฯลฯ
 
มาเขียนใบสมัครโดยตรงที่อาคารจุลดิส ชั้น 5 ถ.นิพัธอุทิศ 3 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
หรือส่ง resume มาที่ E-mail : hrhy@aeon.co.th , hrhy1@aeon.co.th
หรือ fax ประวัติ มาที่ 074-271429
97  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร การอบรม ที่จัดฟรี, ไม่มีค่าใช้จ่าย / สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สมุทรปราการ จัดอบรม ฟรี !!! สมัครด่วน เมื่อ: สิงหาคม 10, 2012, 07:03:56 PM
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.สมุทรปราการ ฝากประชาสัมพันธ์ หลักสูตรอบรม ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย   ครับ




 สสค.สมุทรปราการร่วมกับสมาคมส่
งเสริมความปลอดภัยฯ 
จัดอบรมโครงการเสริมสร้างศั
กยภาพการป้องกันและลดปัญหาการประสบอันตรายในสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม

 วันที่ 22-23 สิงหาคม 2555

 ณ โรงแรมเดอะคัลเลอร์ลิฟวิ่ง    ฟรี  ไม่เสียค่าใช้จ่าย


สำหรับสถานประกอบการในเขตจังหวัดสมุทรปราการ
ที่มีจำนวนลูกจ้าง ไม่เกิน 200 คน
   
รับจำนวน  60 ท่าน เท่านั้น  บริษัท  ละ 1 ท่าน


ส่งแบบตอบรับภายใน 17 สิงหาคม 2555
ติดต่อสอบถาม    โทร.02-3946645-7 ต่อ 34 คุณถนอม 
                                                  ต่อ  32 คุณปิยมน
                                                   ต่อ  33 คุณฐิติญา 
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภั
ยในการทำงาน สสค.สป

รายละเอียดตามเอกสารที่แนบ

::) :wanwan014:
98  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / บ.อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง รับสมัคร จป.วิชาชีพ เพิ่ม 2 ตำแหน่ง เมื่อ: สิงหาคม 08, 2012, 09:31:25 AM
บ.อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง รับสมัคร จป.วิชาชีพ เพิ่ม 2 ตำแหน่ง
99  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง พรบ.อาชีวอนามัยและความปลอดภัย / 12ก.ค.55 :ประกาศกระทรวงฯ: เงื่อนไขได้มาและพ้นตำแหน่งของผู้แทนฝ่ายนายจ้าง/ลูกจ้าง เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2012, 03:32:06 PM
12 ก.ค. 55 :  ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการได้มาและการพ้นจากตำแหน่งของผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน


 ::)
100  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / ประชาสัมพันธ์ ท่านใดต้องการเสื้อ Jacket เว็บสั่งได้นะครับ เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2012, 09:06:29 AM
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์
ท่านใดต้องการเสื้อ Jacket เว็บ Jorpor.Com สามารถสั่งซื้อได้นะครับ
ตอนนี้มี Size ที่มีอยู่ดังนี้ครับ

Size  XL     4   ตัว
Size    L     4   ตัว


เข้าหน้าสั่งซื้อ  --> http://safetyproduct.jorpor.com/index.php

หรือโพสต์สั่งซื้อในกระทู้นี้

ราคา   680   บาท
โอนเข้าบัญชี  ธ.กสิกรไทย สาขา บิ๊กซี สมุทรปราการ
ชื่อบัญชี       นายณัฐธนนท์ เศรษฐ์กุลพาณิช                   
เลขที่บัญชี     
598-2-05232-9   ( ออมทรัพย์ )

โอนเสร็จโพสต์แจ้ง

ส่งให้ ได้รับภายใน 3 วัน ครับ


::)



101  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / แนวรั้วแบ่งเลนบนสะพานในจีนล้มเป็น"โดมิโน"ยาวกว่า 1.5 กม. เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2012, 10:07:44 PM
แนวรั้วแบ่งเลนบนสะพานใหญ่กลางเมืองจิ้น หัว มณฑลเจ้อเจียงของจีน  ล้มลงต่อเนื่องเหมือนตัวต่อโดมิโนขนาดยักษ์เป็นระยะทางกว่า 1.5 กิโลเมตร


ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นถึงการล้มของแผงกั้นแบ่งเลนบนสะพานชวงหล งล้มลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ผิดกับตัวต่อโดมิโน ภายในระยะเวลาเพียง 30 วินาที  เป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร 
 
ทางการต้องระดมตำรวจจราจรมาช่วยกันยกแผงกั้นขึ้นพร้อมๆกัน  ซึ่งเมื่อรวมน้ำหนักแผงกันที่ล้มลงแล้ว อาจหนักถึง 10 ตัน ทั้งนี้  เชื่อว่าสาเหตุมาจากกระแสลมที่พัดรุนแรง  และการออกแบบแผงกั้นที่ส่วนบนมีน้ำหนักมากกว่าส่วนล่าง
 
แผงกั้นแบ่งเลนถนนบนสะพานแห่งนี้ล้มลงเป็นครั้งที่ 2 แล้ว  โดยครั้งแรกล้มลงเมื่อ 10 วันก่อน เทศบาลเมืองจิ้นหัวระบุว่า  บริษัทผู้ผลิตแผงกั้นถนนได้ออกแบบแผงกันใหม่แล้ว  และอยู่ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพการต้านทานแรงลม  เพื่อไม่ให้ล้มลงอีกเป็นครั้งที่ 3  ก่อนจะนำมาติดตั้งแทนแผงกั้นเดิมในสิ้นเดือนนี้


ที่มา มติชนออนไลน์
102  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / แก้พ.ร.บ.จราจรเพิ่มอำนาจตรวจคนเมา-โทษหนักขึ้น เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2012, 05:49:04 AM
กระทรวงยุติธรรม แจงแก้ไขพ.ร.บ.จราจร เข้มวัดแอลกอฮอล์ เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีหากฝ่าฝืนให้สันนิษฐานว่าเมาไว้ก่อน พร้อมเพิ่มโทษเมาแล้วขับ


วันที่  11 ก.ค. 2555 ที่กระทรวงยุติธรรม  น.ส.รื่นฤดี  สุวรรณมงคล  ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม โฆษกกระทรวงยุติธรรม  กล่าวกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.จราจรทางบก(ฉบับที่...) พ.ศ... เพื่อแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก  2522  ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอโดยร่างดังกล่าวจะมีการแก้ไข 2 ประเด็นสำคัญคือ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 142  เกี่ยวกับกำหนดข้อสันนิษฐานในกรณีผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบว่าหย่อนความสามารถในการขับขี่โดยไม่มีเหตุอันควร  ซึ่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมใหม่จะ ให้อำนาจเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ขับขี่หยุดรถ เมื่อเห็นว่ารถนั้นมีสภาพไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ และในกรณีที่ผู้ขับขี่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าเสี่ยงเมาสุรา หรือขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่

ดังนั้นกฎหมายใหม่จึงระบุอำนาจเจ้าพนักงานจราจรว่า สามารถสั่งให้ผู้ขับขี่ขับรถขับรถเข้าช่องทางที่มีกรวยวางตั้งไว้ ให้ไขกระจกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ยื่นอุปกรณ์เข้าไปตรวจวัดแอลกอฮอล์เข้าไปในรถได้ หรือเรียกให้ผู้ขับขี่เป่าเครื่องวัดแอลกอฮอล์ รวมทั้งสั่งให้ลงจากรถเพื่อดูว่าร่างกายสามารถรักษาสมดุลของการเดินได้หรือไม่ หากผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบ ให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้นั้นเมาสุรา  เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีฐานขับรถขณะเมาสุราได้
 

น.ส.รื่นฤดี กล่าวว่า นอกจากนี้ร่างแก้ไขฉบับใหม่ยังกำหนดกฎหมายให้ใช้สัญญานไฟฉายเรืองแสง ซึ่งเป็นอุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อแสดงสัญญาณจราจรของของพนักงานเจ้าหน้าที่ เนื่องจากบางพื้นที่มีทัศนะวิสัยบนท้องถนนไม่ปลอดโปร่ง  ทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถสังเกตเห็นการแสดงสัญญาณ  เพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน

สำหรับบทลงโทษหากมีการฝ่าฝืนร่างกฎหมายใหม่ กรณีผู้ขับขี่ปฎิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการทดสอบ แต่เดิมระวางโทษปรับครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท กรณียินยอมให้ทดสอบแต่พบว่าเมาสุราขณะขับรถ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบขับขี่ แต่กฎหมายใหม่ได้ปรับเพิ่มความเข้มงวดในการเอาผิดทางกฎหมาย โดยกรณีไม่ยินยอมให้ทดสอบให้สันนิษฐานว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าเมาไว้ก่อนจะมีบทโทษคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยผู้ถูกกล่าวหาไปสืบพยานหักล้างในศาลได้

เหตุผลที่ต้องเพิ่มบทลงโทษ เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้ขับขี่มักปฎิเสธให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ อีกทั้งการขับรถขณะเมาสุรามีโทษน้อยมาก  จึงมักละเลยขับรถโดยประมาท ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมจึงถือเป็นมาตรการป้องปรามและขอความร่วมมือจากประชาชนเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ทางหนึ่ง  โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะอยู่ระหว่างรอการนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาเพื่อผ่านร่างและมีผลบังคับใช้ต่อไป.

ที่มา : dailynews.co.th/crime/135505
103  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 9ก.ค.55:ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนด มอก. การสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2012, 06:39:03 AM
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๔๔๑๙ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อม : การสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม : แนวทางและตัวอย่าง
104  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 9ก.ค.55:ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนด มอก. การทดสอบสารมลพิษจากรถยนต์ เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2012, 06:37:26 AM
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๔๔๑๗ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การทดสอบสารมลพิษจากรถยนต์
105  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 9ก.ค.55:ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนด มอก. สารมลพิษจากเครื่องยนต์ ระดับที่ ๑ เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2012, 06:35:50 AM
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ ๔๔๑๖ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้เครื่องยนต์แบบจุดระเบิดด้วยประกายไฟที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิง เฉพาะด้านความปลอดภัย : สารมลพิษจากเครื่องยนต์ ระดับที่ ๑
106  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 6 ก.ค. 55 ประกาศกรมโรงงานเรื่อง หน่วยงานฝึกอบรมเกี่ยวกับก๊าซ [เพิ่มเติม ] เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2012, 08:16:31 PM
6 ก.ค. 55 :  ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง หน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับก๊าซสำหรับบุคลากรประจำโรงงาน พ.ศ. 2555

 ::)

ประกาศเดิมมี 3  ฉบับ

14 ม.ค. 53 : ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง หน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับก๊าซสำหรับบุคลากรประจำโรงงาน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๒

25 พ.ย. 52 : ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง หน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับก๊าซสำหรับบุคลากรประจำโรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๒


22 ม.ค. 52 : ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่อง หน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับก๊าซสำหรับบุคลากรประจำโรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๑



::)

107  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 9ก.ค.55:ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม การป้องกันอัคคีภัย เล่ม 5 การควบคุมวัสดุอาคาร เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2012, 07:41:04 PM
9 ก.ค.55 : ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4418 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ข้อกำหนดในการป้องกันอัคคีภัย เล่ม 5 การควบคุมวัสดุอาคาร
108  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 9ก.ค.55:ประกาศกระทรวงอุตสาฯ การป้องกันอัคคีภัยเล่ม3การอุดปิดช่องเปิดอาคารเพื่อ.. เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2012, 07:35:58 PM
9 ก.ค. 55 :  ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4415 (พ.ศ.2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ข้อกำหนดในการป้องกันอัคคีภัยเล่ม 3 การอุดปิดช่องเปิดอาคารเพื่อป้องกันไฟลาม
109  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 9ก.ค.55:ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม การป้องกันอัคคีภัยเล่ม2ประตูทนไฟและชุดแผ่นปรับลม เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2012, 07:26:28 PM
9 ก.ค. 55 : ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4414(พ.ศ. 2555 ) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ข้อกำหนดในการป้องกันอัคคีภัยเล่ม 2 ประตูทนไฟและชุดแผ่นปรับลมสำหรับช่องเปิด
110  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 4 ก.ค.55 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม สัญญาณเสียงแจ้งเหตุอันตรายในบริเวณสาธารณะและ.. เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2012, 10:03:42 PM
4 ก.ค. 55 : ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4408 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสัญญาณเสียงแจ้งเหตุอันตรายในบริเวณสาธารณะและบริเวณปฏิบัติงาน
111  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 4 ก.ค.55 :ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ระบบการจัดการพลังงาน – ข้อกำหนดและข้อแนะนำ เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2012, 04:15:49 PM
4 ก.ค.55 : ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4413 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ระบบการจัดการพลังงาน – ข้อกำหนดและข้อแนะนำในการใช้
112  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 4ก.ค.55 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม การป้องกันอัคคีภัยเล่ม4 ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2012, 04:13:24 PM
4 ก.ค. 55: ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4406 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ข้อกำหนดในการป้องกันอัคคีภัยเล่ม 4  ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ
113  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 4ก.ค.55 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม การป้องกันอัคคีภัยเล่ม 6 ระบบอัดอากาศฯ เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2012, 04:10:32 PM
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4407 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ข้อกำหนดในการป้องกันอัคคีภัยเล่ม 6 ระบบอัดอากาศเพื่อควบคุมควันไฟ
114  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 4ก.ค.55 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม แนวปฏิบัติการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงด้านเคมีฯ เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2012, 04:05:44 PM
4 ก.ค. 55 : ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4409 ( พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แนวปฏิบัติการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงด้านเคมีและกายภาพจากการประกอบอาชีพในสถานประกอบกิจการ
115  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 4 ก.ค.55 :ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม การป้องกันรังสีสำหรับผู้ปฏิบัติงานรังสี เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2012, 04:02:23 PM
4 ก.ค. 55 : ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4410 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การป้องกันรังสีสำหรับผู้ปฏิบัติงานรังสี
116  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / กระทรวงอุตสาหกรรม / 4 ก.ค.55 ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฯ การจัดการหน่วยดับเพลิงสำหรับสถานประกอบการ เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2012, 03:59:45 PM
4 ก.ค.55 : ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4411 (พ.ศ. 2555) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การจัดการหน่วยดับเพลิงสำหรับสถานประกอบการ
117  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / Planet Communications Asia รับ จป.วิชาชีพ งานรับเหมา Seagate โคราช เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2012, 08:55:51 PM

สวัสดีค่ะ

พอดีเข้าไปดูใน www.jorpor.com   แต่ไม่ได้เป็น สมาชิกค่ะ ตอนนี้ทางบริษัทฯ ต้องการจ้าง เจ้าหน้าที่ จป.วิชาชีพหัวหน้างาน ที่ โคราช ทำงานที่ Seagate โคราช

เป็นงานรับเหมาที่บริษัทกำลังประมูลอยู่ จ้างประมาณ 3 เดือน

รบกวนช่วยแนะนำ จนท.จป. หรือขอเบอร์ติดต่อ ให้ด่วนด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

__________________________________
Petai Likitchutturus  (เพทาย ลิขิตจัตุรัส)
Sales Manager

Planet Communications Asia Co. Ltd.
157 Soi Ramindra 34, Ramindra Road
Tarang, Bangkhen, Bangkok 10230
Thailand
DID:662-792-2415, Mobile: 668-1841-7428, Fax:662-792-2499
Email: petai@planetcomm.com
www.planetcomm.com

 ::)

ท่านใดสนใจ ลองติดต่อไปนะครับ
118  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / อุบัติเหตุระหว่างถ่ายรูปแต่งงานหมู่ เมื่อ: มิถุนายน 26, 2012, 06:00:01 PM
อุบัติเหตุระหว่างถ่ายรูปแต่งงานหมู่
ความรักมันหนัก เกินต้านทาน













Credit:Mthai

119  กองทุนเว็บ และกฎระเบียบการใช้งานเว็บบอร์ด / ห้องผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลเว็บ / ประชาสัมพันธ์ อบรมงานแท่นเจาะน้ำมัน และ เรือ FPSO เมื่อ: มิถุนายน 26, 2012, 09:14:50 AM
เรียน คุณณัฐนนท์
 
 บริษัท วุทธิธนชัย เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด รบกวนประชาสัมพันธ์
อบรมความปลอดภัยงานแท่นเจาะน้ำมัน และ เรือ FPSO
เป็นเวลา 4 วัน  เสาร์-อาทิตย์ 
ที่ 30 มิ.ย.,1 ก.ค. และ 7-8 ก.ค. 2555
 
 ที่ศูนย์ฝึก พัทยา ตามไฟล์แนบมาให้ด้วยครับ
 
 ขอแสดงความนับถือ
 วันชัย สาลีกงชัย

 ::)

ท่านใดสนใจเรียนเชิญครับ


120  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / P-S-Y-C-H-O ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข เมื่อ: มิถุนายน 15, 2012, 08:55:16 PM
         
     คน เราไม่สามารถทำงานคนเดียวเพียงตามลำพังได้  แน่นอนว่าทุกคนย่อมต้องมีการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่มากก็น้อย  การทำงานร่วมกับบุคคลอื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่สามารถหลีกหนีได้  ซึ่งคนที่คุณจะต้องทำงานร่วมด้วยอาจเป็นได้ทั้งคนที่อยู่ภายในหรือภายนอก หน่วยงานของคุณเอง หากคุณสามารถปรับตัวเองให้ทำงานร่วมกับคนอื่นได้  คุณย่อมจะได้รับความร่วมมือ การยอมรับ และความช่วยเหลือต่าง ๆ ในการทำงาน  รวมทั้งการได้รับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นทั้งภายในหน่วยงานและองค์กรของคุณเป็นอย่างดี

      การทำงานร่วมกับบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ยากหรือไม่บางคนมีพฤติกรรมที่สามารถ ปรับตัวและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี  แต่บางคนประสบปัญหาในการทำงานร่วมกับบุคคลต่าง ๆ  โดยจะเห็นได้จากการไม่ได้รับความช่วยเหลือ หรือร่วมมือใด ๆ  รวมทั้งการไม่ได้รับข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการ
      ดังนั้นความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญและควรฝึกฝนให้ มีขึ้น  ขอให้คุณคิดถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายหากคุณสามารถเข้ากับผู้อื่น ได้ดี และเมื่อคุณได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากบุคคลต่าง ๆ แล้วหล่ะก็  ย่อมจะส่งผลให้คุณเองก็มีความสุขและสนุกกับงานที่ทำอยู่  และในที่สุดก็จะส่งผลต่อเนื่องไปยังความสำเร็จในหน้าที่การงานของตัวคุณเอง ทั้งนี้การพัฒนาทักษะหรือความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้นเป็นสิ่ง ที่ไม่ยาก และสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ ตามแนวทางปฏิบัติง่าย ๆ ตามหลักของ  P-S-Y-C-H-O ดังต่อไปนี้

Positive Thinking คิดแต่ทางบวก สร้างโลกสวยงาม

     ในการทำงานใด ๆ ก็ตาม  ทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญ  ซึ่งทัศนคติย่อมมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงต่อการแสดงออกทางพฤติกรรม  และหากคุณเองมีทัศนคติหรือความคิดในเชิงลบ  ตัวคุณเองย่อมมีพฤติกรรมที่ไม่อยากให้ความร่วมมือใด ๆ การนินทาว่าร้าย  การแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าว  และในที่สุดสิ่งเหล่านี้เองจะส่งผลทำให้คุณไม่มีความสุขกับงานของคุณเอง  ดังนั้นเพื่อให้คุณสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและสนุกกับ สิ่งที่กำลังทำอยู่ ขอให้คุณปรับความคิด  ทัศนคติของตัวคุณเองโดยให้มองโลกในทางบวกไว้เสมอไม่ว่าจะเป็นกับหัวหน้างาน  เพื่อนร่วมงาน ลูกทีมของคุณเอง หรือแม้กระทั่งลูกค้าที่คุณต้องติดต่อด้วย

Smileยิ้มแย้มแจ่มใส สร้างความประทับใจ

        คุณควรจะสร้างความประทับใจแก่ผู้อื่นด้วยการให้รอยยิ้ม  การยิ้มแย้มแจ่มใสจะทำให้คุณมีเสน่ห์ที่น่าหาสมาคมด้วย  แน่นอนว่าคงจะไม่มีใครอยากร่วมงานกับคนที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่เป็นประจำ  ทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา  หรือทำสีหน้าเบื่อหน่ายเมื่อต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น.การทำงานด้วยรอยยิ้ม  จะส่งผลให้คุณทำงานอย่างมีความสุข และทำให้คุณพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาต่าง  ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะใจคุณมีความสุข ก็จะทำให้จิตคุณไม่ฟุ้งซ่าน  และในที่สุดเมื่อจิตคุณนิ่ง คุณย่อมมีสติ สมาธิ  และปัญญาในการวางแผนงานและตัดสินปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

Yoursจริงใจให้กัน ช่วยเหลือการงาน

                                   
      คุณควรมีความจริงใจที่จะให้ความช่วยเหลือ และช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในการทำงานต่อเพื่อนร่วมงานของคุณ  โดยคุณควรมีความมุ่งหวังที่จะให้การทำงานประสบผลสำเร็จในเป้าหมายที่กำหนด ขึ้นร่วมกัน ความจริงใจจะส่งผลให้คุณเป็นผู้รับฟังและเป็นผู้ให้ที่ดี  ซึ่งคุณไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้บุคคลอื่นมาร้องขอให้คุณช่วยก่อน  คุณสามารถอาสาช่วยเหลือในการทำงานหรือการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ  และหากคุณมีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลต่าง ๆ  ก็จะทำให้คุณมีความต้องการและความพยายามในการแสวงหาวิธีการเพื่อจัดการกับ ปัญหาที่เกิดขึ้น  .ความจริงใจที่คุณแสดงออกมานั้นย่อมสร้างความประทับใจและทัศนคติที่ดีจาก บุคคลรอบข้างตัวคุณ

Compromise .. สมานสามัคคี ด้วยการประนีประนอม
                   

      แน่นอนว่าการทำงานร่วมกันนั้นย่อมต้องมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น  อาจเนื่องมาจากทัศคติและความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน  หรืออาจเป็นเพราะความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ไม่ลงรอยกัน  หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  คุณควรเป็นผู้ทำให้เกิดความสามัคคีด้วยการสร้างความประนีประนอมระหว่างกัน  ความพยายามทำให้สถานการณ์ลดความตึงเครียดลงโดยทั้งสองฝ่ายไม่เสียผลประโยชน์  สร้างสถานการณ์ในลักษณะของ Win Win Situation  นั่นคือไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ..การที่คุณปล่อยนิ่ง ดูดาย โดยไม่พยายามทำอะไรเพื่อให้สถานการณ์ของความขัดแย้งคลี่คลายลง  ย่อมจะส่งผลต่อการประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของกลุ่มหรือทีมงานของ คุณเองได้

Human Relations สัมพันธ์ที่ดี สร้างมิตรผูกพัน
[/center]

       ความมีมนุษยสัมพันธ์เริ่มจากการเริ่มต้นทักทาย  การแสดงความเป็นมิตรกับบุคคลต่าง ๆ ทั้งที่รู้จักและที่ไม่รู้จักมาก่อน  และรวมไปถึงการแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย การแสดงไมตรีจิตกับผู้อื่น  ตลอดจนการแสดงกิริยาท่าทางและการใช้วาจาเพื่อสร้างความคุ้นเคย  การรักษาความสัมพันธ์อันดีงามไว้.ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ  เหล่านี้จะทำให้คุณมีเพื่อนหรือเครือข่ายที่กว้างขวางที่พร้อมจะให้ข้อมูล และให้ความร่วมมือกับคุณในการทำงานใด ๆ ก็ตาม  นอกจากนี้การที่คุณมีเครือข่ายมากมายย่อมหมายถึงคุณได้รับการยอมรับจากกลุ่ม คนเหล่านั้นซึ่งพร้อมที่จะช่วยเหลือคุณอยู่ตลอดเวลา

Oral Communication.สื่อสารชัดเจน แก้ไขข้อขัดแย้ง

       ความสามารถในการสื่อสารด้วยวาจาเป็นลักษณะพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่จำเป็น สำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่น หากคุณพูดหรือให้ข้อมูลข่าวสารที่คลุมเครือ  ไม่ชัดเจน ถูกต้องแก่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นแล้วหล่ะก็  เหตุการณ์เหล่านี้อาจจุดประกายให้คุณเกิดข้อขัดแย้งหรือปัญหาในการทำงานร่วม กับผู้อื่นได้.ดังนั้นขอให้คุณตระหนักไว้เสมอว่าข้อมูลที่คุณกำลังสื่อออกไป นั้นควรจะต้องชัดเจน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ  เพราะข้อมูลของคุณอาจจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำงานของบุคคลหรือหน่วยงานอื่น

   **สรุปว่า การ ทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น  คุณควรเริ่มต้นจากการมองตัวคุณเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวคุณเองให้ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี การยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ  มีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือ การประนีประนอม  การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น รวมทั้งการให้ข้อมูลที่ชัดเจน  .ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ  เหล่านี้ย่อมจะทำให้คุณมีเสน่ห์และสร้างความประทับที่ดีกับบุคคลอื่นที่คุณ ต้องทำงานร่วมด้วย
121  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ความปลอดภัยนอกเวลางาน / ปภ. เตือนง่วงแล้วขับเพิ่มสูงช่วงบอลยูโร เมื่อ: มิถุนายน 15, 2012, 08:04:43 PM
สถิติอุบัติเหตุทางถนนจากการง่วง แล้วขับพุ่งสูง ช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 แนะหากดูบอลในช่วงดึก  ให้วางแผนการนอน โดยปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการนอนให้ได้  อย่างน้อยวันละไม่ต่ำกว่า 6 - 8 ชั่วโมง กรณีต้องเดินทางไกล  ให้ติดตามเทปบันทึกภาพหรือผลการแข่งขันจากข่าวทางสื่อต่างๆ  ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ หรือให้ผู้อื่นขับแทน  จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากการหลับใน
 
ปภ. เตือนง่วงแล้วขับเพิ่มสูงช่วงบอลยูโร
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิด เผยว่า เข้าสู่ช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2012 แล้ว  คาดว่าจะมีคอลูกหนังจำนวนมากติดตามรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลยูโร  2012 ทำให้มีเวลานอนหลับพักผ่อนค่อนข้างจำกัด  ซึ่งอาจส่งผลให้สถิติอุบัติเหตุทางถนนที่มีสาเหตุจากการง่วงแล้วขับเพิ่มสูง ขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ทำงานประจำ เช่น พนักงานขับรถโรงงาน รถประจำทาง  รถขนส่ง รถรับ - ส่งนักเรียน และผู้ที่ต้องขับรถด้วยตนเอง  เพื่อให้การติดตามรับชมการแข่งขันฟุตบอลเป็นไปด้วยความสนุกสนานและเป็นการ ป้องกันอันตรายจากการง่วงแล้วขับ ขอแนะผู้ขับขี่วางแผนการนอน  โดยปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการนอนให้ได้อย่างน้อยวันละไม่ต่ำกว่า 6 - 8 ชั่วโมง  หรือนอนหลับในช่วงหัวค่ำ หรือช่วงกลางวัน (พักเที่ยง)  และเลือกรับชมเฉพาะการแข่งขันในคู่ที่ชื่นชอบเท่านั้น  หรือใช้วิธีสลับการรับชม โดยรับชมการแข่งขันในช่วงดึกแทน  เพราะการอดนอนติดต่อกันหลายวัน  จะทำให้ร่างกายอ่อนล้าและง่วงนอนง่ายกว่าปกติ

 ::)

 ที่สำคัญ ในขณะรับชมการแข่งขันฟุตบอล  ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด  เพราะความง่วงผสมกับแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย  จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการหลับในเพิ่มมากขึ้น  ผู้ที่ดื่มเบียร์ระหว่างการเชียร์จะทำให้ร่างกายอ่อนล้ามากกว่าปกติ  ทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลงจนเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้
 

      ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางกรณีต้องขับรถทางไกลด้วยตนเองควร ติดตามเทปบันทึกภาพหรือผลการแข่งขัน จากข่าวทางสื่อต่างๆ แทน  หรือเลื่อนเวลาการเดินทางออกไป จะได้มีเวลานอนหลับพักผ่อนเพิ่มมากขึ้น  แต่หากเลื่อนเวลาการเดินทางไม่ได้ ให้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ รถแท็กซี่  หรือให้ผู้อื่นขับรถแทน  ห้ามฝืนขับรถด้วยตนเองทั้งที่พักผ่อนไม่เพียงพออย่างเด็ดขาด  เพราะการขับรถเป็นกิจกรรมที่ผู้ขับขี่ต้องนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานาน  ทำให้ง่วงนอนง่ายกว่ากิจกรรมอื่น
 

กรณีที่ต้องขับรถทางไกลเองและมีอาการผิดปกติต่อร่างกาย  ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าเริ่มรู้สึกง่วง เช่น หาวถี่ สัปหงก สายตาพร่ามัว  เหม่อลอย สมองตื้อ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง เป็นต้น  ให้รีบจอดพักรถในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน หรือจุดพักริมทางที่ปลอดภัย  เพื่อล้างหน้า ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ จิบน้ำ ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน  เครื่องดื่มชูกำลัง หรือนอนหลับพักผ่อนสักระยะ จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้น  แต่หากไม่สามารถหยุดรถได้ ให้แก้ไขโดยเปิดหน้าต่าง เพื่อให้แรงลมปะทะใบหน้า  จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ฟังเพลงเร็วและร้องตามไปด้วย  เคี้ยวหมากฝรั่ง อมลูกอมหรือบ๊วย หรือใช้วิธีจับจุดบริเวณหลังศีรษะ ใต้จมูก  ใช้ปลายเล็บนิ้วโป้งกดอย่างแรงบริเวณปลายเล็บนิ้วก้อยของมือข้างเดียวกัน  จะช่วยคลายอาการง่วงนอนลงได้
 

ที่มา : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
122  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / มือชา ปัญหาที่พบได้ของชาวออฟฟิศ เมื่อ: มิถุนายน 08, 2012, 11:03:27 PM
                                   

มือชาเท้าชา เป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งที่มักเกิดกับคนในวัยทำงาน หรือผู้ที่ต้องนั่งทำงานประจำออฟฟิศ ทำงานนั่งโต๊ะใช้คอมพิวเตอร์นานๆ นพ.กวี ภัทราดูลย์ ศัลยแพทย์ทางมือและจุลศัลยกรรม โรงพยาบาลเวชธานี ให้ข้อมูลว่า “คนที่ต้องนั่งทำงานอยู่ท่าเดิมนานๆ ก็อาจมีโอกาสเกิดอาการมือเท้าชาได้มากกว่าปกติบ้าง จากการที่เส้นประสาทโดนกดทับ ที่พบบ่อยคือบริเวณข้อมือ จากการที่ข้อมืออยู่ในท่าแอ่น หรืองอนานๆ เช่น การใช้เม้าส์ หรือพิมพ์งาน เป็นต้น
อาการมือเท้าชาในคนทำงานเกิดจากการที่เส้นประสาทที่พาดผ่านบริเวณข้อมือถูกกดทับ ซึ่งเส้นประสาทนี้จะผ่านจากแขนไปยังข้อมือเพื่อไปรับความรู้สึกที่บริเวณมือ โดยทอดผ่านบริเวณข้อมือและลอดผ่านเอ็นที่ยึดบริเวณข้อมือ อาจมีสาเหตุบางประการที่ทำให้เส้นประสาทนี้ถูกกดทับได้ จึงทำให้มือชา ร่วมกับมีอาการปวดชาร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขนได้ และบางคนพบว่ามือข้างที่เป็นอ่อนแรงหยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ถ้าทิ้งไว้จะพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะแฟบลง เมื่อเทียบกับมืออีกข้างหนึ่ง พบในเพศหญิงมากกว่าชาย ระหว่างวัย 30-60 ปี
ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอาการมือเท้าชาได้
-การกระแทกที่บริเวณข้อมืออยู่เป็นประจำ เช่น ใช้เครื่องตัดหญ้า เครื่องเจาะสกรู กำไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ
-กระดูกข้อมือหัก หรือการหลุดเคลื่อนของข้อ
-โรคไขข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาต์
-คนที่เป็นเบาหวาน กลุ่มไทรอยด์บกพร่อง
-ภาวะบวมน้ำจากโรคไต และตับ
-ภาวะตั้งครรภ์
-คนที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนจากการหมดประจำเดือน
ความอ้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการมือชาหรือไม่
เดิมเชื่อว่าความอ้วนน่าจะเป็นเหตุปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคด้วย แต่ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานยืนยันชัดเจน จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีความสัมพันธ์กัน
อาการมือเท้าช้าที่อาจสังเกตได้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจนซึ่งควรมาพบแพทย์ คือ อาการเริ่มแรกผู้ป่วยจะมีอาการชานิ้วมือ ซึ่งมักจะเป็นที่นิ้วกลางและนิ้วนาง รวมทั้งนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือชาได้ เริ่มแรกอาการมักจะชาตอนกลางคืน สะบัดข้อมืออาการจะดีขึ้น หรือชาตอนทำงาน ต่อมาอาการชาจะเป็นมากขึ้นและบ่อยขึ้น จนกระทั่งชาเกือบตลอดเวลา มักจะมีอาการปวดตื้อๆ ร่วมด้วยที่มือและแขน ร่วมกับอาการชา นอกจากนี้ ผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีแรง มีของหลุดจากมือโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเป็นนานๆ โดยไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการอุ้งมือด้านข้างลีบได้

รักษาอย่างไร
การรักษาอาการมือชาที่มาจากการกดทับเส้นประสาท มีทั้งวิธีไม่ผ่าตัด และวิธีผ่าตัด การรักษาเบื้องต้นโดยการไม่ผ่าตัด ลดความดันในโพรงข้อมือ ได้แก่
การดามข้อมือ พบว่าถ้าให้ข้อมืออยู่นิ่งๆ ตรงๆ จะมีความดันในโพรงข้อมือต่ำสุด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงเส้นประสาทดีขึ้น ถ้าเป็นระยะแรก (พังผืดยังไม่หนามากนัก จะได้ผลค่อนข้างดี)
ปรับการใช้ข้อมือในการทำงานและชีวิตประจำวันให้ถูกต้อง พบว่าการทำงานที่ต้องใช้ข้อมือกระดกขึ้น หรืองอข้อมือซ้ำๆ กันนานๆ รวมทั้งงานที่มีการสั่นกระแทก จะทำให้ความดันในโพรงข้อมือสูงขึ้นได้ การปรับอุปกรณ์การทำงานให้ถูกตามหลักอาชีวศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
การให้ยาต้านโรครูมาตอยด์จะช่วยลดความดันบริเวณข้อมือได้ ในรายที่เป็นโรคนี้แบบทุติยภูมิ เช่น จากภาวะรูมาตอยด์ และมีเยื่อหุ้มเอ็นหนาตัวขึ้น
ถ้าอาการเป็นมากขึ้น แพทย์จะแนะนำให้ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปในบริเวณที่เส้นประสาททอดผ่าน ซึ่งยานี้จะแพร่กระจายไปยังบริเวณเยื่อบุผิวข้อ และเส้นเอ็นที่มีการอักเสบ และบวม ทำให้อาการบวมยุบลง การกดเส้นประสาทจะน้อยลง ปริมาณของยาที่ใช้ฉีดไม่มากนักและไม่มีอันตรายที่รุนแรง การรักษาด้วยวิธีการเหล่านี้จะได้ผลดีในกรณีที่เส้นประสาทไม่ถูกกดทับมากนัก ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยตัดเอาส่วนของพังผืด เส้นเอ็นในส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก หลังผ่าตัดอาการก็จะดีขึ้น อาการปวดลดลง อาการชาลดลง แต่อาจไม่ถึงกับหายสนิท ยังจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง
ยารับประทานที่มักนิยมใช้คือ ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์และยาบำรุงเส้นประสาท
อาการมือชา ถ้าไม่รับการรักษาและปล่อยทิ้งไว้นานๆ จนส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงได้นั้น คือ การที่กล้ามเนื้อบริเวณอุ้งนิ้วหัวแม่มือลีบไป และทำให้กำลังมือลดลง
คำแนะนำถึงวิธีบรรเทาอาการ หรือวิธีปฏิบัติตัวให้ห่างไกลจากอาการมือชา
-หลีกเลี่ยงการใช้งานมือในลักษณะเกร็งนานๆ
-ควบคุมหรือรักษาโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวานให้ดี
-การใช้ยาลดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ชนิดรับประทานมักจะได้ผลดี โดยอยู่ในดุลพินิจของแพทย์
-บางรายอาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยดามข้อมือชั่วคราว


ที่มา : โรงพยาบาลเวชธานี                                                                               
123  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป คนขับรถบัสฮีโร่ถูกเศษเหล็กกระแทกแต่ยังประคองรถเพื่อรักษาชีวิตผู้โดยสาร เมื่อ: มิถุนายน 04, 2012, 08:52:56 AM
คนขับรถบัสฮีโร่ถูกเศษเหล็กกระแทกแต่ยังประคองรถเพื่อรักษาชีวิตผู้โดยสาร   
คนขับรถบัสถูกเศษเหล็กปลิวทะลุกระจกกระแทก
แต่ยังประคองรถเพื่อรักษาชีวิตผู้โดยสาร
124  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป อันตรายจากสารเคมีกับทางอากาศที่ดีเพื่อสุขภาพ เมื่อ: มิถุนายน 03, 2012, 09:06:51 AM
คลิป อันตรายจากสารเคมีกับทางอากาศที่ดีเพื่อสุขภาพ



125  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป ความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมี เมื่อ: มิถุนายน 03, 2012, 08:56:17 AM
คลิป ความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมี

 ::)


ขอขอบคุณคลิปดีๆจาก สำนักความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
:wanwan017: :wanwan020:
126  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / แต่งห้องนอนให้สบาย สะอาดรับหน้าฝน เมื่อ: มิถุนายน 02, 2012, 06:02:29 AM
เป็นธรรมดาที่เมื่อหน้าฝนมาเยือน  หลายท่านจะไม่อยากลุกจากที่นอน ด้วยบรรยากาศที่แสนสบายชวนพักผ่อน  การตกแต่งห้องนอนให้สวยน่าอยู่ตอบรับความสบายผ่อนคลายได้ดี  จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม ยิ่งใครที่เคยคิดว่าห้องนอนไม่สำคัญ  เป็นเพียงพื้นที่ส่วนตัวไม่มีใครเห็น ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่แล้ว  เพราะผลวิจัยด้านสุขภาพบอกว่า  ร่างกายและจิตใจของคนเรานั้นจะดีได้ต้องเริ่มจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียง พอในพื้นที่ที่ถูกสุขลักษณะ
 
แต่งห้องนอนให้น่านอน


การตกแต่งห้องนอน
  เบื้องต้นควรเริ่มจากการจัดบรรยากาศให้อยู่สบาย ผ่อนคลายและอบอุ่น  โดยควรเลือกสไตล์ที่ชอบมาตกแต่ง  เพื่อสร้างความสุขทั้งต่อร่างกายและความรู้สึก ซึ่งรูปแบบต่าง ๆ  ที่เลือกนั้น ต้องนำมาสร้างสรรค์ภายใต้ภาพรวมที่ดูโปร่งโล่ง สะอาดตา  และง่ายต่อการดูแลรักษา
 สร้างความลงตัวให้ห้องนอนด้วยการจัดส่วนใช้งานอย่างเหมาะสม  เพราะห้องนอนนอกจากจะทำหน้าที่เป็นที่นอนแล้ว  หลายคนยังใช้ห้องนอนเป็นมุมนั่งเล่น มุมอ่านหนังสือและแต่งตัวด้วย  การจัดฟังก์ชั่นภายในให้เอื้อต่อการใช้สอยสามารถทำได้จากการแบ่งพื้นที่ด้วย ฉากชั้นแบบโปร่ง ๆ หรือฉากกั้นกระจกที่ไม่ทึบตัน ยิ่งถ้าห้องมีขนาดเล็กมาก  ก็ควรอาศัยเฟอร์นิเจอร์ และพื้นที่ว่างมาแบ่งพื้นที่อย่างคร่าว ๆ  แทนการกั้นผนังทึบ


 ห้องนอนไม่ควรมีข้าวของรกรุงรัง  เพราะจะนำมาซึ่งสิ่งไม่พึงประสงค์ เช่น ฝุ่น ผง ขยะมูลฝอยและแมลงต่าง ๆ  จึงควรทำความสะอาดอยู่เสมอ และจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ  อาศัยเฟอร์นิเจอร์มาช่วยในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป  ผสมใช้ได้ทั้งแบบลอยตัวที่ง่ายต่อการปรับเปลี่ยน และแบบบิลต์-อิน  (Built-in) ที่สามารถวางผังให้ชิดติดผนัง เช่น ชั้นวางหนังสือ  ตู้ลอยแบบบานเลื่อนที่ดูเรียบร้อยไม่เกะกะพื้นที่
 


จัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง ไม่กีด-ขวางทางเดิน หรือช่องเปิดประตู-หน้าต่าง
  เพื่อปล่อยให้แสงและลมพัดผ่าน ช่วยถ่ายเทอากาศได้ดี  โดยควรจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิดมุม  และเว้นให้มีที่ว่างมากพอต่อการสัญจรหรือทำกิจกรรม  พร้อมกับควรใช้โทนสีอ่อนที่ดูสะอาดสบายตามาเป็นโทนสีหลัก  เช่นเดียวกับรายละเอียดของวอลเปเปอร์ ม่านและผ้าบุผ้าคลุมที่นอน  ควรมีลวดลายไม่หวือหวาเกินไป เพื่อช่วยให้ดูสงบน่าพักผ่อน
 


จัดแสงไฟให้สัมพันธ์กับการใช้งาน
   โดยพื้นที่ภายในห้องนอนอาจมีทั้งมุมที่ต้องใช้แสงสว่างมากและน้อยแตกต่างกัน  เช่น มุมอ่านหนังสือ มุมแต่งตัว ที่ใช้แสงไฟสีขาวจะช่วยกระจายแสงได้ดี  หรืออาจเพิ่มเติมด้วยโคมไฟตั้งพื้นและตั้งโต๊ะก็จะช่วยส่องสว่างมากขึ้น  ในบริเวณส่วนนอนแนะนำให้เลือกใช้แสงไฟสีที่นวลตาจะชวนให้สบายตาและหลับได้ ง่ายกว่า
 หลีกเลี่ยงเสียงดังที่จะส่งผลต่อการนอนของคุณ  ซึ่งถ้าทำได้ก็ควรเริ่มจากการเลือกตำแหน่งห้องนอน ไม่ให้อยู่ด้านที่ติดถนน  หรือชุมชน นอกจากนั้นยังเสริมด้วยการใช้วัสดุที่ดูดซับเสียงได้  ก็จะช่วยให้นอนหลับสนิทมากขึ้น
 

             การตกแต่งห้องนอนดีแค่ไหน  ร่างกายและอารมณ์ของคุณก็ดีเช่นนั้น ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ  จากแนวทางข้างต้นนี้ รวมถึงการเติมเต็มด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น  หาของประดับตกแต่งมาจัดวาง ทั้งภาพเขียน กรอบรูป แจกันดอกไม้ นาฬิกาปลุก  และโต๊ะข้างเตียงที่มีลิ้นชักเก็บของให้จัดเก็บสิ่งที่จำเป็นได้  ก็ช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น  เพียงเท่านี้คุณก็ใช้เวลาในห้องนอนได้อย่างเต็มที่ในหน้าฝนแล้ว
 
 
 ที่มา :หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
127  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / 5 กีฬาบ้านๆ เผาผลาญไขมันกระจาย เมื่อ: มิถุนายน 02, 2012, 05:59:51 AM
เพราะทางออกที่ดีที่สุด  สำหรับหนุ่มสาวที่เริ่มรู้เนื้อรู้ตัวว่า  กำลังถูกมือที่มองไม่เห็นผลักให้เข้าไปอยู่ในวงคนอวบอ้วน  ไม่อยู่ที่การหักดิบไขมันด้วยการอดอาหาร จนขาดสารอาหาร  แต่อยู่ที่การเลือกอาวุธมาสู้รบปรบมือกับไขมันต่างหาก ฉบับนี้เรามีสุดยอด 5  กีฬาปราบไขมันมาให้คนรักสุขภาพได้ลองเล่น ตามใจชอบมาแนะนำ

5  กีฬาบ้านๆ เผาผลาญไขมันกระจาย

อันดับ 5 "ว่ายน้ำ"

 เผาผลาญแคลอรี่ : 500-800 แคลอรี่/ชั่วโมง
 นอกจากสดชื่นคลายร้อน  และถูกจัดอันดับให้เป็นการออกกำลังที่ดีที่สุดต่อสุขภาพชนิดหนึ่งแล้ว  การว่ายน้ำ ยังเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายๆ ด้าน  ทั้งคลายความตึงเครียด ทำให้ร่างกายแข็งแรง  แล้วการว่ายน้ำยังช่วยให้เจ้าของชุดว่ายน้ำเผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 500-800  แคลอรี่/ชั่วโมง ด้วย ทั้งนี้การออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ  ต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว รู้แบบนี้แล้วลองหาวัน  ที่คุณพร้อม ชวนแก๊งไปว่ายน้ำกันดีกว่า

 อันดับที่ 4 "จ๊อกกิ้ง"
 เผาผลาญแคลอรี่ : 500-900 แคลอรี่/ชั่วโมง
 สำหรับกีฬาที่เข้าวินมาเป็นอันดับ 4 ได้แก่ การวิ่งจ๊อกกิ้ง  ซึ่งอยู่ระหว่างการวิ่งและการเดิน ถ้ารู้ตัวแล้วว่าความเร็ว  ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับชีวิต การจ๊อกกิ้ง  ซึ่งอยู่ระหว่างการวิ่งและการเดิน ถ้ารู้ตัวแล้วว่าความเร็ว  ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับชีวิต  การจ๊อกกิ้งน่าจะเป็นอาวุธกำราบไขมันได้ดีที่สุด  เพราะเทรนด์ทุกมุมโลกพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการหักโหมไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย ต่อสุขภาพ ที่สำคัญที่คุณจะต้องทำดีก็คือ  การรักษาระยะของการเดินและวิ่งของคุณให้สมดุลเพียงเท่านี้ก็ทำให้กล้ามเนื้อ ของคุณแข็งแรงได้ไขมันกว่า 550-900 แคลอรี่ ก็ต้องยอมจำนนกับคุณแล้ว
 

อันดับที่ 3 "กระโดดเชือก"

 เผาผลาญแคลอรี่ : 700 - 1,100 แคลอรี่/ชั่วโมง
 ใครจะเชื่อว่าการออกกำลังที่ลงทุนน้อย (เพราะมีแค่เชือกเส้นเดียว) อย่าง  "การกระโดดเชือก" จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ : 700-1,100  แคลอรี่/ชั่วโมงเลยทีเดียว  ไม่เพียงเท่านั้นอานิสงส์ของการกระโดดเชือกยังช่วยให้ทุกส่วนของร่างกายทำ งานไปพร้อมๆ กันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่างหาก ทั้งนี้เพราะ  สองมือต้องทำงาน ประสานกับดวงตา ซึ่งทำหน้าที่จับจังหวะ  ถ้าอยากเป็นนักลงทุนขั้นเทพต้นทุนต่ำแต่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ  การกระโดดเชือกคุณได้
 


อันดับที่ 2 "เล่นฟุตบอล"

 เผาผลาญแคลอรี่ : 900-1,400 แคลอรี่/ชั่วโมง
 อย่ามัวแต่อดนอน เพราะตามเชียร์ทีมโปรด  เพราะกีฬาที่ให้ทั้งความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อมๆ กับการออกกำลังกาย  แถมช่วยสร้างความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทีม  อย่างฟุตบอลช่วยซัลโวไขมันของหนุ่มสาวเจ้าเนื้อได้มาก 900-1,400  แคลอรี่/ชั่วโมง วีกเอนด์ที่จะถึงลองนัดเพื่อนๆ แล้วจองสนามเล็กๆ สักแห่ง  แล้วอวดฟอร์มเทพกันสักหนึ่งชั่วโมงรับรองหุ่นเฟิร์มขึ้นแน่นอน
 


อันดับที่ 1 "การวิ่ง"

 เผาผลาญแคลอรี่ : 900-1,500 แคลอรี่/ชั่วโมง
 ถึงการเดินหรือการวิ่งเหยาะๆ เป็นสิ่งที่ดี  แต่การเพิ่มจังหวะการก้าวเท้าให้เร็วขึ้นๆๆๆ  ก็ยิ่งเผาผลาญไขมันได้เพิ่มขึ้น  เทรนด์เนอร์บอกว่าทุกครั้งที่คุณเพิ่มความเร็วกล้ามเนื้อท้องและกล้ามเนื้อ หน้าอก ถ้าคุณอยากจะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  เย็นนี้เลิกงานแล้วเจอกัน
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
128  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / 4 ทิปส์ง่ายๆ ที่จะทำให้คุณแสนสดชื่นตอนเช้า เมื่อ: มิถุนายน 02, 2012, 05:56:25 AM
เพราะในแต่ละวัน  คุณต้องทำงานหนักกายเหนื่อยสมอง ช่วงเวลานอน คงเป็นเวลาที่คุณๆ รอคอย  ทว่าเมื่อหลับพักผ่อนไปแล้ว 6-8 ชั่วโมง หลายคนตื่นเช้าขึ้นมาก็ยัง งัวเงีย  อ่อนระโหยโรยแรง พาลให้ทั้งวันหงุดหงิด งุนงงไปหมด
หากคุณกำลังมองหาวิธีที่จะทำให้ตื่นนอนยามเช้าแล้วสดใส สลัดความง่วงได้เป็นปลิดทิ้งแล้วล่ะก็ ...เรามีทิปส์ดีๆ มาฝากกัน
ทิปส์ 1 : ลดกิจกรรมยามเย็น
 “หากคุณต้องการจะเป็นคนตื่นเช้า  คุณจำเป็นต้องลดความสำคัญของช่วงเย็นลงบ้าง” ดร.Tracy Marks  จิตแพทย์และนักเขียนผู้เชี่ยวชาญในการเขียนเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพการ นอนกล่าว พร้อมแนะนำว่า หากคุณอยากจะตื่นเช้ามาอย่างสดชื่น  คุณก็ต้องพยายามบังคับตัวเอง ไม่ให้เพลิดเพลินทำงาน, ดูหนัง, ฟังเพลง  ในยามดึกมากเกินไป ให้ท่องไว้เสมอว่า เก็บสิ่งต่างๆ ไว้ทำยามเช้าดีกว่า
ดังนั้นถ้าอยากตื่นเช้ามาอย่างสดชื่น  ลองปรับเปลี่ยนกิจกรรมบางอย่างของตัวเอง เก็บไว้ทำยามเช้าซะบ้าง เช่น  จากที่เคยชินกับการอ่านหนังสือดึกๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ  แล้วตื่นเช้ามาอ่านหนังสือรับอรุณแทนจะดีกว่า
ทิปส์ 2 : ให้รางวัลตัวเองยามเช้า
แม้ทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ จะเป็นช่วงเวลาที่แสนรีบเร่ง  แต่หากคุณสละเวลายามเช้า ให้รางวัลกับตัวเองสักนิด ช่วงเวลาอันแสนยุ่งเหยิง  อาจกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ และสร้างพลังใจคุณได้ทั้งวัน!
รางวัลที่มอบแก่ตัวเอง อาจไม่ต้องมากมายใหญ่โต  คุณอาจทำแค่เพียงยอมตื่นเช้าขึ้นอีกสักนิด  เผื่อเวลาเอาไว้ให้คุณได้ทำในสิ่งที่ชื่นชอบ  ไม่ว่าจะเป็นอ่านหนังสือพิมพ์ในคอลัมน์ซุบซิบดาราที่คุณโปรดปราน,  อ่านนิตยสารเล่มโปรด, ฟังข่าว, ฟังเพลง, ออกกำลังกาย, นั่งสมาธิ  หรือแม้แต่นั่งชิลล์จิบกาแฟสักถ้วย โดยไม่ต้องรีบดื่มแล้ววิ่งออกไปทำงาน
แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ แต่หากมันคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข  เท่านี้ก็ถือเป็นการให้รางวัลกับตัวเอง  เพิ่มพลังให้คุณเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใส เปี่ยมพลังมากกว่าเคยแล้วล่ะ
ทิปส์ 3 : กระตุ้นตัวเอง...ให้ตื่นตัว
อีกวิธีที่ทำได้ง่ายๆ แต่ต้องอาศัยความเข้มแข็งจากจิตใจตัวเอง นั่นคือ  เมื่อยามนาฬิกาปลุกดัง คุณอาจง่วงงัวเงีย อยากจะรีบเอามือกดปิดเสียง  นึกขอเวลานอนต่ออีกสัก 5 นาที
ทว่าจากนี้ จงข่มใจแล้วบอกกับตัวเองว่า “ต้องตื่น” พร้อมคิดเอาไว้เสมอว่าในเช้าวันนี้มีสิ่งใดที่คุณต้องทำต้องสะสางอยู่บ้าง
ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สมอง ตื่นตัวตั้งแต่เช้า เชื่อเถอะว่า  จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากคุณมีจิตใจที่แน่วแน่  ปลุกกระตุ้นตัวเองให้ตื่นตัวได้ วันทั้งวันก็จะสดใส ดีได้อย่างใจคุณ
ทิปส์ 4 : ออกกำลังกายยามเช้า
การออกกำลังกาย นอกจากช่วยให้คุณมีสุขภาพดีแล้ว สารอะดรีนาลีน  (Adrenaline)  ที่ร่างกายหลั่งออกมาจากการออกกำลังกายยังทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวอีกด้วย
 “การออกกำลังกายในตอนเช้าจะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับคุณ  คุณจะมีอุณหภูมิในร่างกายที่สูงขึ้น และสารอะดรีนาลีน  ก็จะมีระดับเพิ่มขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย” ดร.Marks กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยยืนยันว่า  การออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้น  และทำให้น้ำหนักลดลงได้มากกว่า การออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารเช้าด้วย
ดังนั้นการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้านี่แหละ วิธีง่ายๆ  ที่ให้ประโยชน์หลากหลาย ทำให้ร่างกายตื่นตัวไปทั้งวัน,  รักษาหุ่นให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม แถมลดความอ้วนได้ดีอีกต่างหาก
 
 
เรียบเรียงจากนิตยสารเรียลซิมเปิ้ล
129  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / ลดความดันง่ายๆ ด้วยการหายใจ เมื่อ: มิถุนายน 02, 2012, 05:53:41 AM


คุณเชื่อหรือไม่คนส่วนใหญ่หายใจ ไม่ถูกวิธี  เพราะการหายใจที่ถูกต้องนั้นต้องเข้าทำนองท่วงท่าที่ว่า  ''เข้าท้องป่อง ออกท้องแฟบ'' ท่องจำเอาไว้เลย



  แต่การหายใจจะเกี่ยวอะไรกับการลดความดัน  นั่นก็เพราะประโยชน์ของการหายใจนั้นสามารถกระตุ้นปลายประสาท  ช่วยการไหลกลับของเลือดเข้าสู่หัวใจ ช่วยการเต้นของหัวใจให้ปกติ  และทำให้สมองรู้สึกโล่งสบาย
ลองสังเกตเวลานั่งสมาธิ หรือทำโยคะดูสิว่าคุณรู้สึกอย่างนี้หรือเปล่า  เวลาที่หายใจเข้า-ออกลึก ๆ ยาว ๆ ที่เรียกว่า การกำหนดลมหายใจ  ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมีผลทำให้เลือดสูบฉีดดี  ซึ่งผลการวิจัยทางการแพทย์ก็บอกว่า คนป่วยความดันโลหิตสูงฝึกหายใจลึกวันละ  15 นาที นาน 2 เดือน ค่าความดันโลหิตลดลงกว่าคนที่ไม่ได้ฝึก  โดยการหายใจที่ดีนั้นควรอยู่ในอัตรา 10 ครั้งเข้า-ออกต่อนาที
130  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป Safety Day กรมควบคุมมลพิษ ; 21 March 2012 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2012, 09:28:03 PM

การแสดงโรยตัวเพื่อหนีไฟจากอาคารสูง โดยอาสาสมัตร และทีมงานมืออาชีพ จาก บีพี ไฟร์การ์ด แอนด์ เซอร์วิส ^0^
131  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป การจัดทำคู่มือและข้อบังคับความปลอดภัยในการทำงาน เมื่อ: มิถุนายน 01, 2012, 09:23:54 PM
คลิป การจัดทำคู่มือและข้อบังคับความปลอดภัยในการทำงาน

132  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิป การสอบสวนอุบัติเหตุ เมื่อ: มิถุนายน 01, 2012, 09:17:06 PM
คลิป การสอบสวนอุบัติเหตุ

133  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / คลิปวิดีโอ / คลิปกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย โดย สำนักความปลอดภัยแรงงาน เมื่อ: มิถุนายน 01, 2012, 09:13:23 PM
คลิป   กิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย
โดย สำนักความปลอดภัยแรงงาน




134  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / กินอย่างไร ห่างไกลกรดไหลย้อน เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2012, 08:32:19 PM
                                   

เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว มีรสขม ยังไม่พอยังเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นปากอีกด้วย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลองมาสำรวจพฤติกรรมการรับประทาน รวมถึงอาหารที่จะช่วยทำให้ห่างไกลจากภาวะกรดไหลย้อน หรือทำให้อาการบรรเทาเบาบางลง
 ลด งด เลิก
- หลังรับประทานอาหารทันที หลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว
- รับประทานแต่พอดี ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟู้ด เนย นม
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น
ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอย่าเพิ่งถอดใจว่า ดูจากรายการพฤติกรรมการรับประทานที่ควรงด ลด และหลีกเลี่ยงแล้ว จะเหลืออะไรที่สามารถรับประทานได้อีก ความจริงยังมีอาหารที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะกรดไหลย้อนอีกมากมายที่สามารถรับประทานได้ ส่วนอาหารทั่วไปก็รับประทานได้บ้าง เพียงแต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรกับผู้เป็นกรดไหลย้อน เช่น

- อาหารที่ย่อยง่าย ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาต้ม  ข้าวกล้องต้ม ขนมปังโฮลวีท
- อาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด เช่น มันฝรั่ง มันเทศ 
- ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่าง เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบาย
- เครื่องดื่ม ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่สร้างกรดหรือแก๊ส ควรรับประทานน้ำเปล่าดีที่สุด

กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นภาวะเรื้อรัง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและปรับอาหาร ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้.
แผนกโภชนาการ โรงพยาบาลเวชธานี                                                                               

ข่าวจาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
135  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ประชาสัมพันธ์ กิจกรรม ข่าวสารด้านความปลอดภัย / 27 พ.ค.55 คนงานฟาร์มหมูกอดคอตายหมู่ 5 ศพ หลังมุดบ่อไบโอแก๊สต่อท่อผลิตไฟ เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 08:50:40 PM
27 พ.ค.55 คนงานฟาร์มหมูกอดคอตายหมู่ 5 ศพ หลังมุดบ่อไบโอแก๊สต่อท่อผลิตไฟ http://www.accident.in.th/topic/209-27-%E0%B8%9E-%E0%B8%84-55-%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88-5-%E0%B8%A8%E0%B8%9E-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%9F-.html
136  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / หลับสบายชีวิตเป็นสุข 'หมอน'หนุน สำคัญไฉน!!! เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:53:54 PM
                                   

ในการนอนหลับพักผ่อน ถ้าหมอนใบไหนหนุนนอนแล้วหลับสบาย ตื่นขึ้นมาไม่เมื่อยต้นคอ นั่นแหละ “หมอนในฝัน” เนื่องจากกระดูกสันหลังคนเราจะโค้งคล้ายตัว S จึงจำเป็นต้องรักษาความโค้งงอตามธรรมชาติไว้ หน้าที่รองรับจึงตกอยู่ที่หมอนหนุนคอ ควรเลือกหมอนที่นุ่ม มีขนาดพอดี รองรับตั้งแต่คอจนถึงศีรษะ เส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 4-6 นิ้ว โอกาสนี้ ห้างเซ็นทรัล ซึ่งกำลังจัดรายการ “Central/Zen White Sale” ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 พ.ค.55 ที่ห้างทุกสาขา และเซนนำเสนอเครื่องนอนคุณภาพเพื่อสุขภาพที่ดี และในโอกาสนี้ห้างเซ็นทรัลจึงได้เชิญ นายแพทย์ชลัท วินมูน ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังแห่งโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มาให้ความรู้เรื่องการเลือกหมอนที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันโรคกระดูกต้นคอ และเพื่อให้การนอนเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง
คุณหมอชลัท เล่าว่า “กระดูกคอ ประกอบด้วยกระดูกเล็กๆ 7 ชิ้นมาเรียงต่อกัน แต่ละชิ้นจะเชื่อมต่อกันด้วยหมอนรองกระดูก ซึ่งกระดูกและหมอนรองกระดูกคอมีหน้าที่สำคัญในการขยับเคลื่อนไหวของคอและศีรษะ ป้องกันอันตรายต่อไขสันหลังและเส้นประสาทภายใน ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับกระดูกต้นคอ จะทำให้เกิดอาการปวดคอ เคลื่อนไหวลำบาก ทั้งอาจจะเกิดอันตรายต่อเส้นประสาทไขสันหลังภายในได้ด้วย”
นอกจากนี้ คุณหมอยังชี้ว่าการเลือกหมอนให้ถูกสุขลักษณะและเหมาะกับสรีระมีความสำคัญมาก “การเลือกหมอนที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดคอ ทำให้เราสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ หมอนที่เหมาะสมควรรับกับความโค้งของกระดูกต้นคอพอดี ถ้าหมอนมีความอ่อนนุ่มพอควร เวลานอนศีรษะควรจมไปในหมอน และตัวหมอนควรมารองรับตรงส่วนโค้งของด้านหลังของคอของเรา ทำให้คอไม่เงยหรือก้มเกินไป หมอนที่เหมาะสมจะช่วยลดปัญหาที่ก่อให้เกิดอาการปวดคอลงได้”

นอกจากการเลือกหมอนให้ถูกสุขลักษณะเหมาะกับสรีระแล้ว การดูแลรักษาหมอนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหมอนบางใบต้องซักมือเท่านั้น บางรุ่นใส่เครื่องซักผ้าได้ สำคัญที่สุดคือ หมอนควรแห้งสนิท ถ้าเปียกชื้นอาจก่อเชื้อราได้ โดยมีข้อสังเกต คือ ไส้จะไม่เกาะเป็นก้อน นั่นแสดงว่าแห้งสนิทดี ทั้งนี้ หมอนแต่ละชนิดมีวัสดุบรรจุต่างกัน มีวิธีดูแลรักษา และแบรนด์ที่จำหน่าย ดังนี้
1. หมอนยางพารา ควรผึ่งลมเพื่อกำจัดกลิ่นอับและเลี่ยงแดดจัด ถ้ามีรอยเปื้อน ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแล้วผึ่งลมให้แห้ง
2. หมอนเมมโมรี่โฟม เช็ดด้วยผ้าชุบน้ำสบู่อ่อนๆ และปล่อยให้แห้ง กรณีโฟมด้านในเปียก ใช้แรงกดเพื่อรีดน้ำออกและปล่อยให้แห้ง อย่าลืมว่าต้องเลี่ยงแดดจัด
3. หมอนขนเป็ด ควรผึ่งแดดเป็นประจำครั้งละ 2-3 ชม.ตบหมอนเป็นประจำ เพื่อให้ขนด้านในพองฟู เมื่อซักแล้วให้อบแห้งอย่างน้อย 5 ชม.
4. หมอนขนห่าน ควรนำออกผึ่งแดดสม่ำเสมอ ครั้งละ 2-3 ชม.และหมั่นตบหมอนเป็นประจำ เพื่อให้ขนด้านในพองฟู เมื่อซักแล้วให้อบแห้งอย่างน้อย 5 ชม.
5. หมอนใยสังเคราะห์ ควรตบหมอนตามแนวทแยงทั้งสองด้านทุกวัน เพื่อให้พองฟู ซักเป็นประจำทุก 2-3 เดือน หลังซักให้ผึ่งไว้ในแนวนอน และไม่ควรบิดหมอน

เคล็ดลับคู่หมอน...นอนสบาย
ควรจำว่าหมอนทุกใบต้องมี “ปลอกหมอน” เพื่อป้องกันสิ่งสกปรก และช่วยยืดอายุการใช้งาน ปลอกหมอนที่ดีควรมีเส้นด้ายต่อตารางนิ้วมาก และอีกสาเหตุหนึ่งของโรคภูมิแพ้เกิดจากหมอนสกปรก มีไรฝุ่นซ่อนอยู่ วิธีกำจัดง่ายๆ คือ นำหมอนตากแดดนานเกิน 1 ชั่วโมง, ซักด้วยน้ำร้อนนาน 30 นาที, ซักแห้ง, รีดด้วยความร้อนราว 140 องศาเซลเซียส, ทำความสะอาดห้องนอนทุกวัน อย่าลืมอ่านวิธีใช้และดูแลรักษาหมอนแต่ละประเภทจากคู่มือ
                                                                                 

ข่าวจาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
137  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / “กรดไหลย้อน” ภัยเงียบคุกคามชีวิตแบบไม่รู้ตัว! เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:52:29 PM
                                   


เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ไม่ค่อยมีคนสนใจกับโรคกรดไหลย้อน...

ไทยรัฐออนไลน์ได้รับข้อมูลจาก นพ.วิชัย วิริยะอุตสาหกุล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเทพธารินทร์ กล่าวถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ชีวิตที่เร่งรีบ พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง ความเครียดที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือชีวิตประจำวัน หากคุณเป็นหนึ่งคนที่พบกับปัญหาเหล่านี้ โอกาสที่จะเป็นโรค (Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) หรือ “โรคกรดไหลย้อน” กำลังมาถึงตัวคุณอย่างจัง ไม่เว้นกระทั่งเด็ก และสตรีมีครรภ์...

ถึงแม้ว่า “โรคกรดไหลย้อน” จะไม่ใช่โรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยลดลง “โรคกรดไหลย้อน” (Gastro-Esophageal Reflux Disease; GERD) คือภาวะที่มีกรด และน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจรวมไปถึงเอนไซม์เปบซิน และน้ำดี ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหารเป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร

โดยปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงสู่ด้านล่าง และหูรูดจะทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อย กรด หรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร แต่ในบางคนนั้นหูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลง จึงทำให้มีกรด หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาทำให้ผนังหลอดอาหารอักเสบ

และการไหลย้อนของกรด ถ้ามีมากอาจไหลออกนอกหลอดอาหาร อาจทำให้มีผลต่อกล่องเสียง ลำคอ หรือปอดได้ ถึงแม้โรคกรดไหลย้อนจะไม่ใช่โรคที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตดังกล่าวข้างต้น แต่หากละเลยไม่ทำการรักษา อาจทำให้เรื้อรัง มีความเสี่ยงให้กลายเป็น “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคนี้คือ Hiatus hernia (เป็นโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกะบังลม), ดื่มสุรา, อ้วน, ตั้งครรภ์, สูบบุหรี่, กินอาหารมื้อหนักตอนดึกๆ, อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด, อาหารมัน ของทอด, ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, ช็อกโกแลต

อาการและสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน” ก็คือ ปวดแสบร้อนบริเวณกลางอก หรือบริเวณลิ้นปี่ (heart burn), รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ, กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ, เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า หรือไอแห้ง, รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก, มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดเวลา เรอบ่อย คลื่นไส้ และรู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นหรือเกิดได้บ่อยขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความเครียดในการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

การศึกษาในประเทศอเมริกา พบว่า 60% ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนมีอาการปานกลางถึงรุนแรง ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง โดย 75% นอนหลับยาก 51% รบกวนการทำงาน และอีก 40% ออกกำลังกายไม่ได้ หากคุณละเลยไม่ดูแลรักษา ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิด “มะเร็งหลอดอาหาร” ได้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ควบคุมจัดการความเครียด, พฤติกรรมการรับประทานอาหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะทำเป็นสิ่งแรก หากจำเป็นต้องรับประทานยา ควรเลือกทานยาที่สามารถป้องกันการไหลย้อนของกรด น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาอาการและถ้าหากมีอาการมากหรือบ่อยๆ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
                                                                                 

ข่าวจาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
138  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / 4 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:31:37 PM
เพื่ออุปนิสัยที่ดีในการขับถ่าย

ไม่ น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด  แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอ เสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ

           

           1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ

 

             2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

 

             3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

 

             4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง

 

             5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

 

             6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง

 

             7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้

 

             8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด

 

             9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ

 

             10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

 

             11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์

 

             12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน

 

             13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

 

             14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง
139  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / แว่นกันแดด...แค่เท่ไม่พอ เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:28:36 PM
ในช่วงหน้าร้อนที่แดดแผดแสงจ้า เช่นนี้ แว่นกันแดดกลายเป็นอีกหนึ่งไอเท็มฮิตที่หลายคนนิยมซื้อมาสวมใส่  เพื่อเสริมบุคลิกให้ดูทันสมัยและปกป้องดวงตาจากการถูกทำร้ายจากรังสียูวี  ในแสงแดด
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้แนะนำเคล็ด  (ไม่)ลับเกี่ยวกับวิธีการเลือกซื้อแว่นกันแดดว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ  คือ เลนส์แว่น ซึ่งมีทั้งเลนส์ที่ทำจากแก้วและเลนส์ที่ทำจากพลาสติก




ข้อแตกต่างระหว่างเลนส์สองชนิดนี้ คือ เลนส์แก้วจะแข็งกว่า  และเกิดรอยขีด ข่วนได้ยากกว่า แต่หนัก ส่วนเลนส์พลาสติก  จะเบากว่าและทนต่อแรงกระแทกได้มาก กว่า แต่เกิดรอยขีดข่วนง่าย  จึงมีการเคลือบสารบางชนิดเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน ทำให้มีราคาแพง




เลนส์แว่นตาที่ดีนั้นเมื่อเรามองเส้นตรงผ่านเลนส์ข้างใดข้างหนึ่ง แล้วขยับแว่นเลื่อนเข้าเลื่อนออกช้าๆ เส้นตรงนั้นจะต้องไม่คดเบี้ยว




สีของเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดคือแดง เทา เขียว น้ำตาล เพราะจะไม่ทำให้การมองสีอย่างเช่นสีไฟสัญญาณจราจรผิดเพี้ยนไป




ส่วนเลนส์สีเข้มที่ไม่ได้เคลือบสารกรองหรือป้องกันรังสียูวีก็ไม่สามารถ ปก ป้องดวงตาจากอันตรายของรังสียูวีได้แต่  จะยิ่งทำให้ดวงตาได้รับแสงยูวีมากขึ้นกว่าเดิม  เพราะเวลาอยู่ในที่มืดหรือที่สลัวรูม่าน  ตาของเราจะขยายตัวมากขึ้นทำให้ดวงตาได้รับรังสียูวีมากขึ้นด้วย




วิธีสังเกตว่าแว่นตากันแดดที่จะซื้อ ป้องกันรังสียูวีได้หรือไม่  ดูได้จากว่า ถ้ามีข้อ ความ "400 UV Protection" ระบุอยู่  แสดงว่ามีการเคลือบสารป้องกันรังสียูวีใน ระดับที่ปลอดภัย  เพราะรังสียูวีมีความยาว คลื่น 200-400 นาโนเมตร และตัวเลข 400  ในข้อความข้างต้น มาจาก 400 นาโนเมตร  ซึ่งเป็นระยะที่รังสียูวีส่งผ่านไม่ถึงหรือเป็นระยะที่ป้องกันรังสียูวีได้  100% ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ในยุโรปอเมริกาและอีกหลายๆ ประเทศ




หรือถ้ามีสัญลักษณ์CEตรารับ รองมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากยุโรปกำกับอยู่ ก็ถือเป็นการการันตีคุณภาพเช่นกัน




ในการเลือกรูปทรงของแว่นตานอก จากเรื่องของความเท่  หรือความกุ๊กกิ๊กน่ารัก แล้ว ควรเลือกให้เหมาะสมกับรูปหน้า  โดยไม่ควรเลือกแว่นกันแดดที่คับเกินไปจนอึดอัดหรือเจ็บที่ขมับ  แต่ก็ต้องไม่หลวมจน ตกมาอยู่ที่จมูกทำให้เวลามองต้องลดสาย ตาลงต่ำ  เพราะอาจทำให้ปวดตาปวดหัวได้




และเวลาที่สวมแว่นกันแดดแล้ว ต้องมีแสงลอดผ่านเข้าดวงตาน้อยที่สุด  ทั้งจากด้านบนและด้านล่าง แต่ไม่ต้องใกล้ถึงขนาด  เวลาใส่แล้วเลนส์เข้ามาชิดขนตา




ถึงแม้ราคาและแบรนด์จะไม่ใช่เครื่องยืนยันคุณสมบัติในการป้องกันรังสียู วีของแว่นกันแดด แต่การซื้อแว่นกันแดดจากร้าน ที่มีที่อยู่แน่นอน  มีรายละเอียดข้อมูลผู้ผลิต และมีใบรับประกันคุณภาพ ย่อมสร้างความ  มั่นใจให้กับผู้ใช้ได้มากกว่าและแว่นกัน  แดดนั้นก็มีกำหนดอายุการใช้งานเพียง 2-3 ปี  เพราะฉะนั้นเวลาซื้อต้องศึกษาข้อมูล  วันที่ผลิตจากคู่มือหรือใบรับรองหรืออาจสอบถามจากพนักงานขาย




สำหรับใครที่กำลังมองหาแว่นกันแดดมาใส่ท้าร้อน อย่าลืมว่า  แค่เท่อย่างเดียวไม่ พออีกต่อไป แว่นกันแดดที่ดียังต้องทำหน้า  ที่ปกป้องและถนอมดวงตาของเราได้เป็นอย่างดีด้วย
 


 
ที่มา : นิตยสารเอสเอ็มอี พลัส
140  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:24:39 PM
ในภาวะปัจจุบัน  ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา เร่งรีบ และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ  มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม  หากแต่สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปโดยปริยาย  และเกิดความเคยชินกับภัยคุกคามสุขภาพของเราต่างๆ จะเห็นได้ว่า  สุขภาพของคนในปัจจุบัน ไม่ดีเท่าคนในสมัยก่อน และขาดความสมดุลของชีวิต  ปัจจัยต่างๆเหล่านี้เป็นปัจจัยลบต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น
 
ทำไมต้องตรวจสุขภาพประจำปี
การตรวจสุขภาพประจำปี ก็เหมือนการสำรวจว่าร่างกายเรามีความผิดปกติ  หรือความบกพร่องตรงจุดไหน เพื่อจะได้แก้ไข หรือ ผ่อนหนักให้เป็นเบา อีกทั้ง  ยังถือว่าเป็นการให้รางวัลแก่ร่างกายของเรา มีหลายท่านกล่าวว่า "รถซ่อมได้  แต่ชีวิตคนเราซ่อมไม่ได้" คำพูดนี้จริงส่วนหนึ่ง  หากแต่สุขภาพของเราก็เช่นเดียวกับรถ หากมีการดูแลอย่างดี  ตรวจสอบหาข้อบกพร่อง และแก้ไขแต่ระยะต้นๆ ร่างกายก็จะอยู่กับเราได้นานขึ้น  และมีคุณภาพชีวิตที่ดี



 ::)

การตรวจสุขภาพนั้นหลายท่านเข้าใจว่าจะมาตรวจเมื่อไร เวลาใดก็ได้  หากแต่ความจริงแล้ว ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกบางประการ  ที่ท่านควรทราบก่อนเดินทางมาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล  ก็ต้องมีการเตรียมตัวก่อนตรวจ สุขภาพ ดังนี้* งดอาหารก่อนมารับการตรวจ 8-10  ชั่วโมง * น้ำเปล่าและยาประจำตัว สามารถรับประทานได้ ก่อนมาตรวจสุขภาพ*  หากสงสัยว่าตั้งครรภ์กรุณาแจ้งพยาบาล ก่อนรับการตรวจ * ไม่ควรสูบบุหรี่  ก่อนมารับการตรวจสุขภาพ เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงเกินจากปกติของท่าน *  ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ก่อนมารับการตรวจสุขภาพ* ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ก่อนมารับการตรวจสุขภาพ 24-48 ชั่วโมง * หากรับประทานยาประจำ  (รวมถึงอาหารเสริมบางชนิด) อยู่ ควรแจ้ง แพทย์ก่อนตรวจสุขภาพ เพราะ  ยาและอาหารเสริมบางชนิด มีผลต่อผลการตรวจเลือด, ผลการตรวจปัสสาวะ หรือ  ผลการตรวจอุจจาระ

 ::)


* ควรหลีกเลี่ยงงานเลี้ยง ที่จำเป็นต้องรับประทานมื้อใหญ่ (Big Meal) ก่อนมาตรวจสุขภาพ 48-72 ชั่วโมง (2-3 วัน)


 ::)

* หากมีการตรวจการได้ยิน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสเสียงดัง  (ไม่เข้าไปใกล้เครื่องจักร หรือ ดิสโก้เทค หรือแหล่งของเสียงดังอื่นๆ  ที่มีเสียงดังเกิน 80 เดซิเบล) อย่างน้อย 14 ชั่วโมง  ก่อนมารับการตรวจการได้ยิน

 ::)


ที่มา: หนังสือพิมพ์ดิจิตอล Investor Station
141  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / ขับถ่ายอุจจาระแบบไหน เข้าข่าย "ท้องผูก" เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:19:08 PM
ท้องผูกไม่ใช่แค่อึไม่ออก มาตรวจสอบกันดีกว่า ลักษณะการขับถ่ายแบบไหนเรียกอาการท้องผูก
หลายต่อหลายคนเชื่อว่า การที่ไม่ได้ขับถ่ายอุจจาระทุกวัน เรียกว่า  ท้องผูก แต่ในทางการแพทย์ หนังสือสุขภาพดีหมอจุฬาฯ เผยว่า  แพทย์จะใช้เกณฑ์ของ Rome III Criteria วินิจฉัยว่าท้องผูกหรือไม่

โดยหลักวินิจฉัยประกอบด้วย ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์,  ต้องเบ่งมากกว่าปกติ, อุจจาระเป็นก้อนแข็ง รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่สุด,  รู้สึกถ่ายไม่ออกเนื่องจากมีสิ่งอุดกั้นบริเวณทวารหนัก,  และต้องใช้นิ้วมือช่วยในการถ่ายอุจจาระ
หากมีอาการเข้าเกณฑ์ทุกข้อ หรือมี 2 ข้อขึ้นไป โดยเป็นมานานกว่า 3 เดือน  หรือกรณีที่เริ่มมีอาการครั้งแรก แต่นานกว่า 6 เดือน  ถือว่าเข้าข่ายท้องผูกแล้ว

 ::)
สำหรับการแก้ไขปัญหาท้องผูกในเบื้องต้น สามารถทำได้ด้วยตนเอง เช่น  ถ้ารู้สึกอยากถ่ายท้องอย่ากลั้น อย่าเบ่งอุจจาระรุนแรง  ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ส่งผลให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวไปด้วย  เลือกรับประทานอาหารที่ช่วยให้ขับถ่ายง่าย อย่าง ดื่มน้ำสะอาดไม่ต่ำกว่า  10-12 แก้วต่อวัน รับประทานผัก-ผลไม้เพื่อเพิ่มกากใย อาทิ กล้วยน้ำว้า  มะละกอสุก สับปะรด ลูกพรุน ธัญพืช เมล็ดแฟลกซ์ โยเกิร์ต  หรืออาจหาไฟเบอร์แบบผงชงกับน้ำก็ช่วยเพิ่มกากใยได้อีกทางหนึ่ง

 ::)
ทว่า ลองเยียวยาอาการด้วยตนเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์  โดยเฉพาะผู้ที่ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เริ่มมีริดสีดวงทวารหนัก  มีอาการซีดจากการขาดธาตุเหล็ก น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ  มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ปี  คนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และท้องผูกจนลำไส้อุดตัน  โดยอึดอัดแน่นท้อง ปวดท้องมาก คลื่นไส้อาเจียน
 ::)
ซึ่งประโยชน์ของการพบแพทย์นั้นอาจช่วยให้ทราบปัญหาที่แท้จริงว่า  ท้องผูกเพราะลักษณะนิสัย เช่น เคลื่อนไหวน้อย รับประทานอาหารที่กากใยน้อย  มีนิสัยขับถ่ายไม่ได้ หรือเกิดจากปัญหาที่ซับซ้อนกันแน่
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
142  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / เตือนดมกลิ่นสีอาคารอันตราย เสี่ยงความจำเลอะเลือน-หน้ากากอนามัยป้องกันไม่ได้ เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:06:42 PM
แพทย์เตือนสูดดมกลิ่นสีทาอาคาร อันตรายต่อระบบประสาท อาจเกิดอาการมึนงง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน  แถมเสี่ยงความจำสับสบ เลอะเลือน แนะเลี่ยงออกจากพื้นที่  เพราะหน้ากากอนามัยป้องกันไม่ได้

นพ.พิบูล อิสระพันธ์ รองผู้อำนวยการโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าว ว่า พนักงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานในพื้นที่ที่มีการตกแต่งอาคาร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ที่มีการทาสีอาคาร  มีโอกาสที่จะได้รับอันตรายจากการสูดดมกลิ่นสี  เนื่องจากสีที่ใช้ทาอาคารจะมีส่วนผสมของตัวทำละลายที่เป็นอันตราย เช่น  โทลูอีน (toluene) เมื่อสูดดมเข้าไปจะส่งผลต่อระบบประสาท เกิดอาการมึนงง  เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน  ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปได้เองหลังออกจากพื้นที่  แต่พื้นที่ใดมีการตกแต่งใหม่อยู่เรื่อยๆ อาการที่เกิดขึ้นจะเรื้อรัง  มีผลทำให้ความจำสับสน เลอะเลือน อย่างไรก็ตาม  ยังไม่มีหลักฐานผู้ป่วยมีอาการแบบถาวร

"อาการเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากสูดดมเข้าไปราวครึ่งชั่วโมง  เพราะสารชนิดนี้เมื่อหายใจเข้าไปจะผ่านปอด  เข้าสู่กระแสเลือดและไปยังสมองได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่จะแสดงอาการในราวๆ  ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซึ่งอาการจะหายไปเองหลังออกจากพื้นที่ หรือกลับบ้าน  แต่หากต้องสูดดมเป็นเวลานาน  แม้กลับบ้านอาการก็ไม่ดีขึ้นหรือแม้แต่ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์อาการที่เป็น ก็ไม่หาย" นพ.พิบูล กล่าว

 ::)
 นพ.พิบูล กล่าวอีกว่า  สารโทลูอีนจะเป็นตัวทำละลายในสีทาอาคารประเภทสีน้ำมัน  ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้สีน้ำแทน ส่วนสีน้ำมันยังมีการใช้ทาอยู่ในบางส่วน  เช่น ทาครึ่งล่างของฝาผนัง หรือออฟฟิศที่ต้องการความหรูหรา  แต่ยังมีการใช้ตัวทำละลายชนิดนี้อยู่ในวัตถุเคลือบไม้แบบ  ในกรณีที่จะเป็นสารพิษสะสมในร่างกาย เป็นสารก่อมะเร็ง  จะเกิดจากผงสีที่ในอดีตมีส่วนผสมของโลหะหนักหรือสารประกอบอินทรีย์
  ขณะที่ปัจจุบันสียี่ห้อดังๆ ใช้เม็ดสีสังเคราะห์เกือบทั้งหมดแล้ว  ทำให้ไม่อันตรายมาก
 

สำหรับการสูดหรือสัมผัสฝุ่นละอองในระหว่างการก่อสร้าง  อาจจะทำให้เกิดภูมิแพ้ ผื่นคัน หอบ หืด เคืองตา แสบตา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดัน หรือโรคปอด  เนื่องจากผู้ป่วยมีสภาพปอดที่แย่อยู่แล้ว จะทำให้เกิดการอักเสบอ่อนๆ  ของปอดขึ้นได้

 ::)
 นพ.พิบูล กล่าวด้วยว่า ในการป้องกันการสูดดมกลิ่นสีทาอาคาร  สิ่งสำคัญที่สุด คือ จะต้องมีการถ่ายเทของอากาศที่ดี 12  ลูกบาศก์ฟุตต่อนาทีต่อคน ส่วนการใช้หัวหอม ใบเตย  หรือแม้แต่เครื่องแต่งกรองอากาศจะไม่ได้ผล รวมถึงการใส่หน้ากากอนามัยด้วย  เนื่องจากตัวทำละลายเป็นลักษณะของโมเลกุล  หน้ากากอนามัยจะช่วยกรองหรือป้องกันเฉพาะฝุ่นหรือที่มีลักษณะเป็นเม็ดเท่า นั้น และหากทนสูดดมไม่ได้จริงๆ  หรือมีอาการค่อนข้างรุนแรงควรไปนั่งทำงานในพื้นที่อื่นชั่วคราว  โดยเฉพาะหญิงกำลังตั้งครรภ์  แม้จะยังไม่มีหลักฐานว่าจะส่งผลเป็นอันตรายต่อเด็กในท้อง แต่ก็ไม่ควรเสี่ยง


 ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
143  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / อย.เตือนอย่าใช้ "พาราเซตามอล" พร่ำเพรื่อ เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:03:29 PM
อย.เตือน "พาราเซตามอล"  ไม่ใช่ยาวิเศษรักษาได้ทุกอาการปวด บอกคนไทยอย่าใช้ยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ  หากใช้ไม่ถูกนอกจากไม่บรรเทาอาการ ซ้ำร้ายอาจได้รับอันตรายจากผลข้างเคียง  แนะปฏิบัติตามฉลากยา หากไม่เข้าใจให้ปรึกษาเภสัชกรก่อน


นพ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลการใช้ยาแก้ปวดของคนไทย พบว่า มีการใช้ยาแก้ปวดกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ พาราเซตามอล” ซึ่งส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นยาแก้ปวดสามารถรักษาได้ทุกอาการปวด


ในความเป็นจริงแล้ว อย.ขอเตือนว่าเป็นความเข้าใจผิด  เนื่องจากยาแก้ปวดแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการรักษา  และความปลอดภัยในการใช้ยาแตกต่างกัน โดยทั่วไปแบ่งยาแก้ปวดออกเป็น 2 กลุ่ม  คือ กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้ระงับปวดที่รุนแรงถึงรุนแรงมากที่สุด  แต่ไม่มีฤทธิ์ลดไข้ เช่น มอร์ฟีน (morphine) ทรามาดอล (Tramadol)  ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง  ใช้ระงับความเจ็บปวดที่รุนแรงจากอวัยวะภายใน เช่น ปวดนิ่วในไต  ปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  ปวดจากบาดแผลที่มีขนาดใหญ่ เช่น หลังการผ่าตัด การคลอดลูก โรคมะเร็ง  จึงมักใช้กับคนไข้ในโรงพยาบาลหรือคลินิกเป็นส่วนใหญ่  ยากลุ่มดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงสูง โดยเฉพาะ ทรามาดอล  (Tramadol) ซึ่งจะทำให้มีอาการคลื่นไส้ มึนงง อาเจียน กดระบบหายใจ  อีกทั้งยังอาจมีอาการทางจิตประสาท เช่น อารมณ์แปรปรวน เฉื่อยชา  ไม่กระตือรือร้น และหากได้รับยาเกินขนาดจะทำให้เกิดภาวะอื่น ๆ ตามมา เช่น  อาเจียน ระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลว  ชักและระบบหายใจทำงานช้าลงจนถึงขั้นหยุดหายใจได้


นพ.พงศ์พันธ์ กล่าวต่อว่า ยาแก้ปวดอีกกลุ่มคือ  กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้สำหรับอาการปวดไม่รุนแรง เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน  ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory  drugs : NSAIDs) ซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ  แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs) เนื่องจากจะมีผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ ระบบทางเดินอาหาร  ทำให้คลื่นไส้ ปวดท้อง เป็นแผลบริเวณทางเดินอาหาร ระบบหัวใจและหลอดเลือด  ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อาจรุนแรงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน  หลอดเลือดสมองอุดตัน ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ง่วงซึม มึนงง ซึมเศร้า  ระบบเลือด จะขัดขวางการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด มีผลต่อการทำงานของไต  โดยทำให้ไตบวม ระดับโปตัสเซียมและโซเดียมในเลือดสูงและไตวาย  และมีผลต่อผิวหนัง โดยมีอาการผื่น คัน ผิวหนังพอง  บางรายอาจมีการแพ้แสงแดดอีกด้วย นอกจากนี้  ยาพาราเซตามอลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายนั้น  หากใช้ยาเกินปริมาณที่แนะนำอาจจะนำไปสู่การเกิดพิษต่อตับ  จนนำไปสู่ภาวะตับวาย และเสียชีวิตในที่สุด
นพ.พงศ์พันธ์ กล่าวอีกว่า  ขอให้ประชาชนผู้บริโภคใช้ยารักษาอาการปวดอย่างถูกต้อง  โดยใช้ยาตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาเกินขนาด  ใช้บ่อยกว่า หรือใช้เป็นระยะเวลานานกว่าที่ระบุไว้บนฉลาก หรือเอกสารกำกับยา  หรือแพทย์สั่ง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือเสียชีวิตได้  รวมทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างการใช้ยาแก้ปวด  เพราะอาจเพิ่มอาการข้างเคียงของยามากขึ้น ทั้งนี้  หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
 
 
ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ
144  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / หมอเผยคนนั่งรถเสี่ยงเจอภัยแร่ใยหิน เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2012, 06:00:57 PM
รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เผยคนนั่งภายในรถยนต์เสี่ยงได้รับพิษแร่ใยหิน จากการใช้งานเบรคและครัชของรถ

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิด เผยว่า ทุกครั้งที่มีการเหยียบเบรคหรือครัชองรถยนต์  ผู้ที่นั่งอยู่ในรถจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดอักเสบ มะเร็งปอด  มะเร็งเยื่อหุ้มปอด มะเร็งเยื่อบุช่องท้อง มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งรังไข่  รวมถึงโรคทางระบบหายใจ โรคผิวหนัง และอาการผื่นคัน
 ทั้งนี้ เพราะเบรคและครัทช์ผลิตขึ้นจากแร่ใยหิน  และแร่ใยหินจะทำอันตรายต่อร่างกายมนุษย์มากที่สุดเมื่อถูกทำให้เกิดฝุ่น  ดังนั้นทุกครั้งที่มีการเหยียบฝุ่นแร่ใยหินจะฟุ้งกระจายในอากาศและเข้า สะสมในร่างกายจนทำให้เกิดโรคได้ในที่สุด
 นพ.นพพร กล่าวว่า แร่ใยหินมีความอันตรายขั้นร้ายแรงจนกระทั่งกว่า 50  ประเทศทั่วโลกต้องประกาศยกเลิกใช้อย่างสมบูรณ์  ส่วนในประเทศไทยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา  รับรองยุทธศาสตร์การทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินแล้ว
 "แม้จะเป็นวัตถุอันตรายและห้ามนำเข้าแต่ไทยยังคงเป็นประเทศอันดับ 3  ในเอเชียที่ใช้แร่ใยหินมากที่สุด รองมาจากจีนและอินเดีย  จึงขอให้รัฐบาลจริงจังต่อปัญหานี้และปฏิบัติตามมติดังกล่าว"นพ.นพพร กล่าว
 นางมัวรีน เบอร์มิ่งแฮม ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศไทย  กล่าวว่า  ผู้ที่สัมผัสกับแร่ใยหินไม่ว่าในปริมาณเท่าใดก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค มะเร็ง  โดยทั่วโลกพบผู้เสียชีวิตหลายพันคนจากสาเหตุเพียงแค่สัมผัสกับแร่ใยหินผ่าน วัสดุก่อสร้าง
 ทั้งนี้  องค์การอนามัยโลกได้ประกาศจุดยืนต่อแร่ใยหินร่วมกับองค์การแรงงานระหว่าง ประเทศ ได้แก่

1.หยุดการใช้แร่ใยหินทุกชนิดไม่ว่าจะมากจากแหล่งใด

2.สนับสนุนให้ใช้วัสดุทดแทนที่ปลอดภัยกว่า

3.ป้องกันการสัมผัสกับแร่ใยหินที่มีอยู่เดิมและในระหว่างการรื้อทิ้งด้วยการ วัดค่าละอองแร่ใยหินในอากาศซึ่งต้องควบคุมให้อยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่จะทำ ได้

4.ยกระดับการตรวจวินิจฉัย การรักษา  และการฟื้นฟูเยียวยาทางสังคมและการแพทย์ให้กับผู้ป่วยเนื่องจากแร่ใยหิน  ตลอดจนจัดทำระบบทะเบียนผู้ที่เคยหรือในปัจจุบันต้องสัมผัสกับแร่ใยหิน
         

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
145  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / คลิป คนสู้โรค - หายใจให้ถูกวิธี 11Apr11 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2012, 09:28:19 PM
คนสู้โรค - หายใจให้ถูกวิธี 11Apr11

::)
146  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / ใช้ชีวิต-ทำงานแต่ในตึก รู้วิธีป้องโรค Sick Building Syndrome ด้วยตัวเอง เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2012, 08:08:02 AM


ชีวิตของคนส่วน ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครแห่งนี้อาจไม่ต่างกันเท่าไรนัก  ชีวิตประจำวันก็คือ การขลุกอยู่ในอาคารนั้นที อาคารนี้ที  ตื่นแต่เช้ามาทำงาน เจอผู้คนที่เดินขวักไขว่เบียดเสียดไปมา รถราเต็มเมือง  เย็น ๆ เดินห้าง กินข้าว ช้อปปิ้ง ตกค่ำกลับคอนโดฯ หรือไปปาร์ตี้กลางดึก  แม้จะได้ออกไปเดินเล่นบ้าง แต่อากาศก็ไม่บริสุทธิ์  เราใช้ชีวิตแบบนี้กันอย่างเคยชิน แต่รู้ไหมว่าชีวิตที่อยู่ในอาคารมาก ๆ  แบบนี้เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรค Sick Building Syndrome (SBS)  หรือโรคป่วยอาคารสูงเป็นอย่างมาก หลายคนอาจยังไม่คุ้นชินกับชื่อโรคนี้  แต่สาว ๆ จ๊ะ รู้ไว้ใช่ว่า



SBS?
Sick Building Syndrome (SBS)  คือ ภาวะผิดปกติด้านสุขภาพทางตา จมูก ลำคอ การหายใจส่วนล่าง  ผิวหนังและอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นคล้ายกัน  ในกลุ่มคนทำงานในอาคารสำนักงานที่มีความเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่อยู่ในอาคาร  แต่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่นอนได้  ปัญหาอาจเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารหรือกับทุกส่วนของอาคารก็ได้  โดยอาการป่วยดังกล่าวเป็นอาการที่ไม่มีลักษณะเฉพาะโรค มักเกิดในสำนักงาน  แต่อาการจะดีขึ้นหรือหายไปเมื่อออกนอกอาคาร

สาเหตุ
ปัญหา เหล่านี้มักเกิดขึ้นมาหลังจากได้มีการใช้อาคารแล้วซึ่งอาจเป็นเพราะการดี ไซน์อาคารที่ไม่ดีมาตั้งแต่แรกหรือการมีระบบดูแลรักษาอาคารที่ไม่ได้ ประสิทธิภาพ แต่อีกเหตุผลที่เป็นไปได้คือ  กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในอาคารเองก็มีส่วนทำให้อะไร ๆ  ดูแย่ลงได้


อากาศถ่ายเทไม่เพียงพอ โดยเฉพาะระบบปรับอากาศและระบายอากาศ  ทำให้ปริมาณอากาศภายนอกที่เข้าไปแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกับอากาศภายในอาคารลดลง

มีสารเคมีฟุ้งกระจายภายในอาคารในปริมาณสูงแหล่งของสารเคมีที่พบบ่อยคือกาว น้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนประกอบของสารฟอร์มาลดีไฮด์ การทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์หรือวัสดุที่เป็นไม้  เครื่องถ่ายเอกสาร ปริ๊นเตอร์ ยาฆ่าแมลง ควันบุหรี่ในอาคาร เตาอบที่ใช้แก๊ส รวมถึงสารระเหยจากสีทาผนัง  ไม้อัด สารเคลือบเงาทั้งหลายหรือรังสีจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น  เตาไมโครเวฟ

สารเคมีจากภายนอกอาการ เช่น ก๊าซจากรถยนต์หรือจักรยานยนต์  ควันจากการปรุงอาหารประกอบกับการถ่ายเทอากาศภายในที่ไม่เพียงพอ

สารชีวภาพ เช่น  แบคทีเรีย ไวรัส รา ละอองเกสร มูลนก สารเหล่านี้มักปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ฝ้าเพดานที่ขึ้น ฝุ่นในพรม  เชื้อโรคจากมด ปลวก และแมลงสาบ นอกจากนี้อาจเป็นเพราะคนในอาคารแออัดมากเกินไป  แล้วไอหรือจามไว้ทำให้เชื้อโรคกระจายเวียนวนอยู่ในตึก

อาการ
ผู้อาศัยในอาคารมีอาการไม่สบายอย่างเฉียบพลัน เช่น ปวดศีรษะ ระคายเคือง ตา จมูก  หรือลำคอ จาม น้ำมูกไหล คันตามผิวหนัง หน้ามืด คลื่นไส้ ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน  ไวต่อกลิ่นมากขึ้น หดหู่ อ่อนเพลีย  ง่วงนอน


สำหรับคนที่แพ้ง่ายหรือคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาการแพ้จะกำเริบมากขึ้น  ที่พบบ่อยคือ แพ้ไรฝุ่น เชื้อรา เชื้อจากแมลงสาบ ทำให้มีอาการไอ  จามที่รุนแรงขึ้นจนถึงขั้นหอบ

มีเหตุแก้เหตุ กำจัดแหล่งสารปนเปื้อน เช่น  จัดระบบบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ และระบบระบายอากาศอย่างสม่ำเสมอ  ทำความสะอาดไส้กรองอากาศอยู่เป็นประจำ ทำความสะอาดพรมหรือเพดานที่ขึ้น  เก็บสารระเหยอย่างมิดชิดไว้ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และเปิดใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีคนทำงาน  หากเป็นอาคารใหม่ ควรมีช่วงเวลาที่ให้อากาศหรือก๊าซจากการตกแต่งระเหยออกไปก่อนเข้าใช้อาคาร  กำหนดบริเวณในการสูบบุหรี่ซึ่งต้องมีอากาศถ่ายเทได้

ลดปริมาณมูลภาวะทางอากาศ เช่น  ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นกำเนิดของไอระเหยที่เป็นพิษให้น้อยที่สุด (ค่า VOCs ต่ำ) หรือเลือกวัสดุอื่นทดแทน  เช่น ใช้สีทาผนังแบบที่ไม่มีโลหะหนักผสม ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริง  หรือใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดแบบที่ปล่อยไอระเหยน้อยกว่าปกติ

ควบคุมสิ่งแวดล้อมในอาคารให้มีอากาศหมุนเวียนจากภายนอกอาคารบ้างควรให้แสงแดดส่องเข้ามาในห้องหรือเปิดหน้าต่างตอนที่ปิดแอร์ เพื่อให้อากาศที่ค้างอยู่ในตึกระบายออกไป

เพิ่มระบบการถ่ายเทอากาศ  โดยเฉพาะบริเวณที่มีสารเคมีระเหยออกมาได้ เช่น ห้องน้ำ ห้องถ่ายเอกสารหรือห้องที่มีปริ๊นเตอร์  ติดตั้งพัดลมดูดอากาศ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องกำจัดกลิ่นควัน

ทำความสะอาดอาคาร  เครื่องเรือน ดูดฝุ่น ตามพรม หรือซักผ้าม่านให้บ่อยขึ้น  เพื่อไม่ให้มีไรฝุ่นเกาะสะสม

เครื่องปรับอากาศ ไม่ควรมีน้ำรั่ว จะเกิดเชื้อราตามพื้น  ฝาผนัง ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดถูตามพื้นอาคารและเครื่องเรือนใช้น้ำยาพ่น กำจัดเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรีย  หลังเวลาใช้งาน

หลีกเลี่ยงการตากผ้าเปียกในอาคาร

ไม่ควรทิ้งขยะค้างคืนไว้ในสำนักงานเพราะจะเป็นอาหารของแมลงสาบ

หาต้นไม้ในร่มมาปลูกและตั้งไว้ตามจุดต่าง ๆ ในห้องเพื่อช่วยฟอกอากาศ และลดปริมาณสารพิษ  ยิ่งถ้าเป็นไม้ประดับที่ดูดสารพิษได้ก็ยิ่งเริ่ด

ให้ความรู้  ความเข้าใจแก่ผู้ใช้อาคารซึ่งจะเป็นวิธีป้องกันที่ยั่งยืนที่สุด

องค์การอนามัยโลกประมาณการว่าร้อยละ30 ของอาคารสำนักงานใหม่หรือที่มีการปรับปรุงจะพบกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารขณะเดียวกันพบว่า ร้อยละ 20-35  ของผู้ทำงานในอาคารสำนักงานที่ไม่มีปัญหาเรื่องคุรภาพอากาศภายในอาคาร  สามารถพบอาการของกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารได้เช่นกัน และผู้ทำงานในอาคารสำนักงานเก่าจะปรากฏอาการมากกว่า  อาคารสำนักงานใหม่


หญิงเสี่ยงกว่าชาย
มี รายงานว่า อัตราการเกิดโรคป่วยอาคารสูงนั้น  ส่วนใหญ่เป็นมากในผู้หญิง  เนื่องจากผู้หญิงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าผู้ชายและยังมีแนวโน้มที่เกิด อาการปากแห้งคอแห้งหรือผื่นแพ้บนผิวหนังมากกว่าผู้ชายอีกด้วยสาวๆ ส่วนใหญ่มักทำงานอยู่ในออฟฟิศ ทำให้มีโอกาสจะเจอกับมลพิษในอาคารได้บ่อยกว่า   เนื่องจากผู้ชายโดยเฉพาะแล้วจะทำงานนอกสถานที่ซะมากกว่านั่นเอง





ที่มา : นิตยสาร Cosmopolitan
http://www.epa.gov/iaq/pubs/sbs.html
http://en.widipedia.org/
wiki/Sick_building_syndrome
http://www.purifier.org/snapcat/
sick-building-syndrome.pdf
147  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / 6 วิธี'ลดหุ่น'แบบง่ายๆ ทำได้แทบไม่รู้สึกเหนื่อย!!! เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2012, 09:23:56 PM
                                   

ใครที่กำลังอยากลดความอ้วน แต่เบื่อเหลือแสนที่จะออกกำลังกายในฟิตเนสหรือวิ่งด้วยชุดวอร์มที่ไม่งามเอาซะเลย ไทยรัฐออนไลน์ขอแนะนำวิธีลดหุ่นแบบสวยๆ และรับรองว่าเพลิดเพลินจนไม่อยากจะหยุดพักเลยทีเดียว

ช็อปปิ้ง


วิธีเผาผลาญกิโลแคลอรี่ที่รับรองถูกใจสาวๆ ทุกวัย แค่เดินวนรอบๆ ห้างสรรพสินค้าแบบแค่ชมสินค้าสัก 30 นาที จากนั้นค่อยเดินมาหยิบจับสิ่งของที่หมายตาเอาไว้ ลองนำมาทาบตัว หรือลองใส่ดูก่อน จะตัดสินใจซื้อหรือไม่แล้วแต่เงินในกระเป๋า แต่เชื่อไหมว่า แค่ช็อปปิ้งแบบนี้สามารถลดพลังงานในร่างกายได้ถึง 100 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว

รักเด็ก


หากที่บ้านมีลูกๆ หลานๆ หรือเด็กข้างบ้านมาชวนคุณเล่นด้วยกัน ขอย้ำว่าคุณห้ามปฏิเสธเป็นอันขาด ไม่ว่าเกมที่หนูน้อยเลือกมาจะมีทั้งกระโดด เต้น ตีลังกาสักแค่ไหน เพราะแค่เล่นเพียง 15 นาที ร่างกายของคุณจะออกกำลังกายราวกับวิ่งมาเป็นกิโลเมตรได้เลย

จัดตู้เสื้อผ้า


ไม่น่าเชื่อว่ากิจกรรมเบาๆ แต่ยากจะทำบ่อยๆ อย่างจัดตู้เสื้อผ้าให้สวยราวกับในนิตยสาร จะกลายเป็นการเผาผลาญพลังงานที่มากอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะกว่าเราจะจัด พับ เรียงเสื้อผ้าอันมากมายมหาศาลให้เรียบร้อย บางคนต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งวัน และแน่นอนว่าการก้มๆ เงยๆ จัดเก็บกวาด เรียงเสื้อผ้า ถือเป็นการลดทรวดทรงไปในตัว

คุยโทรศัพท์


สาวๆ ช่างเม้าท์ที่ชอบคุยโทรศัพท์นานๆ ขอแนะนำให้ย้ายก้นงอนงามจากเก้าอี้ แล้วเดินไปเดินมาหรือหากิจกรรมขยับแข้งขยับขาขณะตอบโต้ผ่านกระบอกโทรศัพท์ ซึ่งพฤติกรรมเม้าท์มอยแบบก้นไม่ติดเก้าอี้เพียงครึ่งชั่วโมง ช่วยจัดการส่วนเกินของร่างกายจนคุณรู้สึกได้แน่นอน

ซื้อกาแฟด้วยตัวเอง


หยุดพฤติกรรมฝากเพื่อนซื้อกาแฟมาปรนเปรอถึงโต๊ะทำงานได้แล้ว ลองเป็นสาวใจดีอาสาเดินไปซื้อให้ตัวเองและเพื่อนๆ บ้างจะดีกว่า เพราะการเดินไม่กี่ช่วงตึก และยืนต่อคิวเพียงไม่กี่นาที ได้ช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายและกลายเป็นคนดีมีน้ำใจที่เพื่อนหลงรักได้ง่ายๆ

Facebook ลดหุ่น


ถ้าบอกว่าการอัพเดตเฟซบุ๊กช่วยลดความอ้วนได้ ใครเล่าจะเชื่อ?? แต่แพทย์จากสหรัฐฯ ยืนยันนอนยันมาแล้วว่า การที่สาวๆ นั่งอัพเดตสถานะทางสัมคมบ่อยๆ มีส่วนให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า หัวสมองได้ใช้งานอย่างสร้างสรรค์และถือเป็นการออกกำลังกายทางอ้อม โดยแค่เก๊กท่าทางถ่ายภาพให้แปลกกว่าคนอื่น คิดคำคมเก๋ๆ ให้เพื่อนตื่นเต้นบนหน้าเฟซบุ๊กของคุณ และกรี๊ดกร๊าดกับเรื่องราวของผู้อื่นอยู่เสมอ
 
เห็นไหมว่าการออกกำลังกายง่ายกว่าที่คิด ขอแค่รู้สึกคิดจะออก แล้วลงมือเลือกในกิจกรรมที่ชอบ หุ่นสวยๆ จะหนีไปไหนได้
ข้อมูล/ภาพ : redbook                                                                               

ข่าวจาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
148  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง สุขภาพ / อันตรายจากการใช้ยาระบายเป็นประจำ เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2012, 09:22:11 PM
                                   

คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วนโดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย

ยาระบายมีหลายประเภท

ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่ ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder, ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium, ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil, ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia, ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin  และยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl, มะขามแขก ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก

ใช้ยาระบายเป็นประจำ จะทำให้เกิดอันตรายอย่างไร

ยาระบายที่นิยมซื้อใช้กันส่วนใหญ่ในบ้านเรา เป็นยากลุ่มกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ (stimulant laxatives) เช่น ยาที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรมะขามแขก และยา Bisacodyl (ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นยาเม็ดเคลือบสีเหลืองเล็กๆ)  ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนานๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อยๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป ทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด

ดังนั้น คราวต่อไปก่อนหยิบยาระบายขึ้นมาใช้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ลองฉุกคิดดูสักนิดว่าพอจะแก้ไขด้วยทางเลือกอื่นได้หรือไม่ และให้ยาระบายเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ ดีกว่าไปทำลายระบบขับถ่ายของร่างกายด้วยการกินยาระบายเป็นประจำจนทำลำไส้เสียนิสัย

สงสัยเรื่องการใช้ยาปรึกษาเภสัชกร โดยตรงที่
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 0-2734-0000 ต่อ 1220 ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.
                                                                                 

ข่าวจาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
149  ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน / ห้อง ท่องเที่ยว พักผ่อน สบายๆสไตล์ จป. / ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ :50 ปี Toyota ..... [ 10 ปี JORPOR ] เมื่อ: พฤษภาคม 15, 2012, 08:33:28 PM
ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ : 50 ปี Toyota


ในโอกาสโตโยต้าครบรอบ 50 ปีที่ได้เข้ามาดำเนินงานในประเทศไทย จึงได้จัดทำเพลงพิเศษ "ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ"

ภายใต้แนวคิดการแสดงให้เห็นถึงความผูกพัน และการให้สิ่งดีๆแก่กัน เปรียบเสมือนกับลูกค้าที่มีรถยนต์โตโยต้า เป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตในการเดินทางที่ผ่านเรื่องราวต่างๆมากมาย ซึ่งได้อยู่เคียงข้างกันตลอดมา และจะมีกันตลอดไป

::) :wanwan020: :wanwan013:
150  งานเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน / ห้องประกาศรับสมัครงาน / บริษัทแอปเปิ้ล ฟิล์ม จำกัด รับสมัครจป.วิชาชีพ(หญิง) 1 ตำแหน่ง เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2012, 11:45:31 AM
บริษัท  แอปเปิ้ล ฟิล์ม จำกัด 
         ซอย  1b    ตรงข้ามธนาคารธนชาติ
รับสมัคร  เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยฯ ( จป. วิชาชีพ )  เพศ หญิง 
จำนวน  1   ตำแหน่ง  #  ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์  #
ใช้คอมพิวเตอร์ได้   อดทนในการทำงาน 
ติดต่อ    safety@apple-film.com
           Tel. 02-709-3662-5     Fax. 02-324-0707
                 087-806-4772





APPLE FILM CO.,LTD.
475   MOO4 BANGPOO INDUSTRIAL ESTATE, SOI 1 SUKHUMVIT ROAD, PRAEKSA SUBDISTRICT,    MUANGSAMUTPRAKARN DISTRICT,SAMUTPRAKARN PROVINCE,
10280 THAILAND.
TEL. (662) 324-0704-6, 709-3662-6  FAX (662) 324-0707, 709-3667
หน้า: [1] 2 3 ... 7
WE LOVE JORPOR.COM