บทนำ
เสียงเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง มองไม่เห็น และมักไม่ใช่พลังงานหลักที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม แต่เสียงเป็นพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาจากเครื่องจักรแทบทุกประเภท การสูญเสีย การได้ยินอันเป็นผลจาก การสัมผัสเสียงดังนาน ๆ เป็นโรคเหตุอาชีพที่พบบ่อย และหากไม่ตรวจการได้ยินก็มักไม่ได้รับการวินิจฉัยใน ระยะแรก เพราะความถี่ที่เริ่มเสียการได้ยินอยู่นอกย่านความถี่การสนทนาในชีวิตประจำวัน
งาน / อาชีพที่เสี่ยง
การทำงานในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานาน หรือสัมผัสกับเสียงดังมากทันที ( เช่น หม้อน้ำ โรงงานระเบิด แก๊สระเบิด ) โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานใน
1. อุตสาหกรรมสิ่งทอ
2. อุตสาหกรรมเครื่องเรือน
3. อุตสาหกรรมถลุงเหล็ก
4. อุตสาหกรรมเครื่องเหล็ก
5. อุตสาหกรรมเครื่องแก้ว
6. โรงเลื่อย
7. ขับเรือหางยาว
8. ขับรถสามล้อเครื่อง
9. ตำรวจจราจร
10. นักจัดรายการดนตรี
11. อาชีพอื่นๆ ที่มีการสัมผัสเสียงดัง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
เสียงเข้าสู่ร่างกายทางหูชั้นนอก เข้าสู่รูหู เยื่อแก้วหู หูชั้นกลางและหูชั้นในตามลำดับ เมื่อ เปลี่ยนเป็นพลังงานกลในหูชั้นในแล้วก็จะส่งผลเสียต่อ hair cell ใน Organ of Corti ทำให้ hair cell ถูก ทำลาย ส่งผลให้การได้ยินลดลง
อาการและอาการแสดง
อาจมีเสียงดังในหู เวียนศีรษะ หูอื้อทันที หรือค่อย ๆ อื้อเพิ่มขึ้น การตรวจหูชั้นนอกมักไม่ พบสิ่งผิดปกติ ในกรณีที่สัมผัสกับเสียงดังมากทันที (acoustic trauma) เช่น เสียงระเบิด อาจพบมีแก้วหูทะลุร่วมด้วย
เสียงดังคือ เกิน 90 dBA ในเวลา 8 ชั่วโมงการทำงาน เวลานานคือนานอย่างน้อย 1 ปี หรือทำงานในที่ที่มีเสียงดังติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน ในหนึ่ง สัปดาห์ เป็นเวลา 40 สัปดาห์ ต่อปี เสียงดังมากทันที คือ เสียงดังเกิน 140 dBA ที่เกิดขึ้นทันที
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เมื่อสูญเสียการได้ยินในระยะแรก ภาพบันทึกการได้ยิน (Audiogram) มีลักษณะเป็นรูป อักษร วี คือ มีจุดตก (notch) ที่บริเวณ 4,000 เฮิร์ทซ์ (3,000 – 6,000 เฮิร์ทซ์ ) โดยพิจารณา เทียบกับ 2,000 และ 8,000 เฮิร์ทซ์ ซึ่งมักเป็นทั้งสองข้างพอ ๆ กัน (bilateral) ภาพบันทึกการได้ยินจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อสัมผัสกับเสียงดังนานขึ้น โดยจะสูญเสียการได้ยิน มากขึ้นในความถี่อื่น ๆ ด้วย ในที่สุดจะมีภาพบันทึกการได้ยินเป็นแบบ sensorineural hearing loss อย่าง ชัดเจน ซึ่งจะแยกจาก sensorineural hearing loss จากสาเหตุอื่น ๆ เช่น หูเสื่อมเหตุอายุมาก (presbycusis) ได้ยาก
การตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน
การตรวจวัดความเข้มของเสียง ในสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานจะช่วยบอกความดังของเสียงแบบเป็น ปรนัย มากกว่าความรู้สึกว่าเสียงดังซึ่งเป็นอัตนัย และอาจทำแผนที่เสียง (noise contour) ของสถาน ประกอบการไว้ เพื่อประมาณปริมาณการสัมผัสเสียง ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม ลงวัน ที่ 12 พฤศจิกายน พ . ศ . 2519 หมวดที่ สาม เรื่องเสียง ข้อ 13 ภายในสถานประกอบการที่ให้ลูกจ้างคน หนึ่งคนใดทำการต่อไปนี้
1. ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง ต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 91 เดซิเบล ( เอ )
2. เกินกว่าวันละ 7 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 8 ชั่วโมง เสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 90 เดซิเบล ( เอ )
3. เกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง จะต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 80 เดซิเบล ( เอ )
ข้อ 14 นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในที่มีระดับเสียงเกินกว่า 140 เดซิเบล ( เอ ) มิได้
เกณฑ์การวินิจฉัยโรค
- อาการและอาการแสดงของการสูญเสียการได้ยิน
- ประวัติการทำงาน โดยเฉพาะระยะเวลาการทำงาน
- การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (audiometry) ซึ่งควรต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับการตรวจเมื่อแรกเข้าทำงานซึ่งทำไว้เป็นพื้นฐาน (baseline audiogram)
บรรณานุกรม
1. สำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน . แนวทางและเกณฑ์วินิจฉัยโรคจากการทำงาน ( ฉบับจัดทำพุทธศักราช 2547): หน้า 90-1.
2. International Labour Office. ILO Encyclopedia of Occupational Health and Safety. 4th EdGeneva. vol II; 1998: 47.2-47.18. |