Child Safety
Child Safety
ความปลอดภัยสำหรับเด็ก



ภัยจากสนามเด็กเล่น
อันตรายใกล้ตัวที่ควรระวัง


การเล่น คือ การเรียนรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่งสำหรับเด็ก “สนามเด็กเล่น” คือสถานที่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นสนามเด็กเล่นที่อยู่ในสวนสาธารณะ ตามรั้วโรงเรียน หรือตามห้างสรรพสินค้าก็ตาม ด้วยรูปแบบอันหลากหลายของเครื่องเล่น ล้วนส่งผลดีต่อพัฒนาการของเด็ก หากแต่ว่าสิ่งที่เป็นผลดีที่สุดในการเล่นในสนามเด็กเล่นก็คือ การได้วิ่งเล่น ได้ปีนป่ายเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ ในสนามเด็กเล่นนั่นเอง

แต่จะมีใครคิดบ้างว่า สนามเด็กเล่น สถานที่เล็กๆ ที่บรรดาเด็กๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม นอกจากจะให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่เด็กๆ แล้ว ยังสามารถที่จะนำภัยมาสู่บุตรหลานของเราได้ ในหลายครั้งเรามักจะได้ข่าวเด็กประสบอุบัติเหตุจากเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น บางคนแค่บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ก็มีเด็กบางคนโชคร้ายบาดเจ็บสาหัส และบางรายถึงกับเสียชีวิต

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้มีการออกมาตรฐานข้อกำหนดของอุปกรณ์เครื่องเล่นสนาม วัสดุการเลือกใช้ การจัดเตรียมพื้นสนามเด็กเล่น และรายละเอียดย่อยของอุปกรณ์ปืนป่าย อุปกรณ์เคลื่อนไหว ชิงช้า กระดานลื่น และเครื่องเล่นชุด รวมทั้งแนวของการติดตั้ง ตรวจสอบ บำรุงรักษา และผู้ดูแลเด็กในสนามเด็กเล่น ไว้เบื้องต้นเพื่อเป็นข้อกำหนดให้ยึดปฏิบัติกัน แต่ก็ยังมีสนามเด็กเล่นหลายแห่งยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

จุดเสี่ยง : สนามเด็กเล่นอันตราย


ขอขอบคุณที่มา : ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
www.csip.org

ดั้งนั้นผู้ปกครองอย่างเราควรมีวิธีป้องกันและดูแลลูกหลานของเราให้เล่นสนุกอย่างปลอดภัยกันโดยมีวิธีง่ายๆ แต่ได้ผลดังนี้

1. สังเกตดูว่าเครื่องเล่นเหล่านั้นปลอดภัยหรือไม่ ก่อนอื่นต้องดูที่ความแข็งแรงของเครื่องเล่น โดยเครื่องเล่นที่ดีต้องไม่ชำรุดเสียหาย อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ความแข็งแรงในการยึดหรือฝังฐานของเครื่องเล่นสนามถือเป็นหัวใจสำคัญในการติดตั้ง เครื่องเล่นสนามแต่ละชนิดจะถูกออกแบบฐานรากที่มีขนาด ความลึกที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและแรงที่กระทำในเครื่องเล่นสนามนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องเล่นเอนล้มลงมาทับเด็กได้

2. ระยะความสูงจากพื้นสนามถึงพื้นยกระดับของเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นไม่ควรสูงเกิน 1.20 – 1.80 เมตร แต่ถ้าเครื่องเล่นที่มีความสูงเกินกว่า 50 – 70 เซนติเมตร จะต้องมีราวกันตกหรือผนังกันตก เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการตก และก่อให้เกิดการบาดเจ็บที่รุนแรง

3. พวกเครื่องเล่นที่ออกแบบให้มีลักษณะเป็นรูหรือเป็นช่องจะต้องเล็กเกินกว่าศีรษะของเด็กจะลอดเข้าไป หรือใหญ่พอที่ศีรษะเด็กไม่เข้าไปติดค้างอยู่ รวมทั้งช่องรูต่าง ๆ ต้องมีขนาดที่สามารถป้องกันนิ้วเด็กไม่ให้เข้าไปติดด้วย เพราะเด็กในวัยนี้ชอบสำรวจ จอมซนบางคนอดใจไม่ได้ที่จะแหย่นิ้วเข้าไปตามรูตามช่องต่างๆ และพื้นที่เดิน จะต้องมีขนาดช่องว่างที่สามารถป้องกันไม่ให้เท่าหรือขาเข้าไปติดได้เล่นกัน ทั้งนี้อุปกรณ์เครื่องเล่นแต่ละอัน ควรมีระยะห่างในการติดตั้งพอสมควร ไม่แออัด เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันหรือกระแทกกันของเด็กเวลาเล่น

4. อุปกรณ์เคลื่อนไหวอย่างชิงช้าจะต้องทำด้วยวัสดุที่แข็ง ป้องกันการกระแทกได้ดี สีที่ทาต้องไม่หลุดลอกติดมือ รวมทั้งไม่เป็นสนิมอีกด้วย นากจากนี้วัสดุที่ใช้ต้องไม่เป็นพิษและมีสารโลหะหนักเจือปนไม่เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในของเล่น น็อตที่ใช้ในการยึดเครื่องเล่นสนามเช่นกัน ควรเป็นระบบกันคลาย และต้องออกแบบให้ซ่อนหัวน็อต หรือปลายตัดหัวมน

5. พื้นสนามเด็กเล่นที่ดี ต้องประกอบด้วยวัสดุที่อ่อนนิ่ม ดูดซับพลังงานได้ ซึ่งพื้นสนามที่ดีควรปูลาดด้วยทรายหนาไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะมากกว่านั้นได้แล้วแต่ระดับความสูงของเครื่องเล่น หรือพื้นสนามอาจทำด้วยยางสังเคราะห์ เวลาเด็กหกล้ม หรือตกลงจากเครื่องเล่นจะได้ไม่บาดเจ็บมากจนเกินไป


จุดเสี่ยง : เด็กตกตึก

ขอขอบคุณที่มา : ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
www.csip.org

เด็กตกตึก

โลกยุคข่าวสารข้อมูลอย่างทุกวันนี้ ทุกครั้งที่เปิดอินเทอร์เนต สายตาก็มักจะไปจับจ้องที่ตัวเลขและ
สถิติที่มีอยู่อย่างมากมายจนลานตาไปหมดแล้ววันนี้ก็ได้ไปเจอสถิติจากเครือข่าย(26รพ.)เฝ้าระวังการบาดเจ็บฯ ที่ระบุว่า...ปี2546 มีคนไทยได้รับบาดเจ็บจากการพลัดตกหกล้มถึง 20,002 คน และ ตาย 652 คน ถัดมาอีก 1ปี คือปี 2547 ยอดผู้บาดเจ็บก็เพิ่มขึ้นเป็น 21,524 และ ตาย 685 คน 
โดยตัวเลขผู้ที่บาดเจ็บสูงสุดคือ 5 – 15 ปี และผู้ใหญ่ในวัย 60 ขึ้นไป

จากนั้นเมื่อกดเม้าส์ไปอีก 2 คลิ๊ก ตัวเลขอีกแผงก็โชว์หรา  ครับ!..ช่างคุ้นตาจังก็นั่นคือ
งานวิจัยของโครงการเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยฯในเด็ก รพ.รามาธิบดี  ที่ให้ข้อมูลว่า...
...มีเด็กๆ(ต่ำกว่า 15 ปี)ได้รับบาดเจ็บจากเครื่องเล่นต่างๆ ปีละมากกว่า 3 หมื่นสี่พันราย
โดย  70% เกิดจากการพลัดตก  และ 75 %ของเด็กที่พลัดตกต้องเสียชีวิต   โดยเด็กที่ตาย และบาดเจ็บนั้น เกิดจากการตกจากเครื่องเล่นที่สูง และหล่นลงมากระแทกพื้นที่แข็ง
(แน่นอน...มันย่อมไม่ใช่พื้นประเภทนุ่มหนาที่ช่วยดูดซับพลังงานได้ เช่นพื้นทราย,ขี้เลื่อย,หรือสนามยางสังเคราะห์ แต่คือ พื้นซีเมนต์,อิฐ,กรวด ,ทรายอัดแข็ง หรือ ยางมะตอย )

เมื่อพูดถึงปัญหาเด็กตกจากที่สูง สิ่งแรกที่คิดถึงก่อน เนื่องจากกระทบความรู้สึกที่สุดก็คือ “เด็กตกตึก”!เพราะหากลองไปเปิดข่าวหนังสือพิมพ์ย้อนหลังราว 1- 2ปี ก็อาจตกใจ ที่ได้เห็นข่าว
...เด็กร่วงหล่นลงมาจากตึกสูง(เพราะอุบัติเหตุ)เกิดขึ้นหลายต่อหลายหน...เช่น 
(นสพ.ข่าวสด 15 ก.ย.48) ...เด็กลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น(7 ขวบ)พลัดตกดาดฟ้าของโรงเรียนดังในกทม.
 ( นสพ.ข่าวสด 16 ก.ย. 48) เด็กชาย 3  ขวบ ร่วงลงมาจากชั้น 21 ของคอนโดหรูย่านสุขุมวิท
 (  นสพ.คมชัดลึก 8 ธค.48) เด็กหญิง 4 ขวบ ตกตึกชั้น 5 ของอาคารพาณิชย์ หาดจอมเทียน พัทยา
เด็ก หญิง 6 ขวบตกตึก 10 ชั้น เพราะป่ายปีนขึ้นไปยืนบนลำโพงวิทยุ และพลัดตกหน้าต่างลงมา  ( 2549 )
ในขณะที่แม่กำลังวุ่นกับการขายของบนห้างดังชั้น 3 ลูกชายวัย 2 ขวบวิ่งเล่นตามลำพังแล้วรอดลูกกรงจนร่วงลงไปกระแทกพื้นชั้นล่าง ( 2549 )
 
แน่นอนครับ...เหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้...ปาฎิหารย์เท่านั้น ที่เด็กจะรอดชีวิต...ทุกคนเศร้าสะเทือนใจกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น  ทุกคนอยากปลอบโยนและให้กำลังใจคุณพ่อคุณแม่ผู้สูญเสีย และภาวนาว่าขออย่าให้เหตุร้ายนี้อย่าเกิดขึ้นกับใครอีกเลยแต่หากเรานำเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้มาพิจารณา ก็อาจเป็นอุทาหรณ์ได้เป็นอย่างดี

1)  เด็กถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว
 ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่พ่อแม่ต่างออกทำงานด้วยกันทั้งคู่  ด้วยลักษณะครอบครัวเดี่ยวที่ห่างเหินจากปู่ ย่า ตา ยาย และที่สำคัญก็คือความไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็กในวัยที่เสี่ยงเกินไปหากจะปล่อยให้อยุ่โดยลำพัง หลายรายทิ้งลูกไว้ ในขณะที่เขาหลับหรือกำลังเผลอ พอรู้สึกตัวก็คงร้องไห้จ้าตกใจกลัวและหาพ่อแม่ให้จ้าละหวั่น ประตูก็โดนล็อคจากภายนอก ทางเดียวก็คือหน้าต่าง  ด้วยวัยเพียงเท่านี้ การได้ชะโงกหน้าลงไปมองพ่อแม่ที่หายไป ก็น่าจะพอให้หายขวัญเสีย
แล้วก็น่าแปลกใจที่แทบทุกรายมักจะตั้งเฟอร์นิเจอร์( โซฟา , โต๊ะ)ไว้ติดหน้าต่าง โดยประเมินฝีมือการ “ปีน”ของลูกต่ำกว่าความเป็นจริง เช่นในรายที่ตกตึกชั้น 10 เด็กถึงกับปีนขึ้นไปยืนบนลำโพงวิทยุ (มีรอยเท้าเด็กปรากฏอยู่) ที่วางอยู่บนโต๊ะที่ตั้งติดหน้าต่าง ส่วนลักษณะหน้าต่างก็มักจะเป็นบานเลื่อน ที่ผลักออกได้โดยง่าย และไร้ลูกกรงเหล็กดัด(ซึ่งก็คงเป็นข้อถกเถียงกันต่อไปว่า ไอ้เจ้าเหล็กดัดควรจะมีหรือไม่? อย่างไร?)

2)  คลาดสายตาจากเด็ก
เด็กยิ่งเล็กเท่าใด ก็ยิ่งห้ามให้คลาดสายตานั้นน่าจะเป็นคติประจำใจในการดูแลเด็กกรณีแม่ที่ขายของเพลินจนเผลอปล่อยให้ลูก 2 ขวบ วิ่งเล่นในห้าง(ที่มักเน้นที่ความหรูหรามากกว่าความปลอดภัย)จนลอดลูกกรงดิ่งลงมาจากชั้น 3เช่นเดียวกับรายคุณยายที่นั่งทานข้าวกับคุณป้า ในขณะที่หลานวัย 3 ขวบเดินไปปีนโซฟา แล้วก็ร่วงลงไปจากหน้าต่างชั้น 21การคลาดสายตาจากเด็กได้ทำให้พ่อแม่ต้องประสบกับ ความสูญเสียมานักแล้วไม่เฉพาะแต่ตกตึกตกเตียงขณะไปหยิบแป้ง หรือศีรษะของลูกทิ่มลงไปในอ่างอาบน้ำ ขณะที่พี่เลี้ยงเดินไปรับโทรศัพท์  หรือลูกลุกขึ้นยืนบนรถเข็นเด็กแล้วตกกระแทกพื้น ขณะที่พ่อเดินไปหยิบขวดนม

3)  ไม่เข้าใจพัฒนาการทางกายของเด็ก
หลายคนไม่เข้าใจ แต่มีอีกหลายคนก็ไม่ยอมรับความจริง ซ้ำยังเข้าข้างตนเองอีกว่า “ไม่เป็นไรหรอกน่า...แค่แป๊บเดียว” ดังนั้นจึงมักเกิดกรณีที่ปล่อยเด็กทารกไว้บนโต๊ะ, บนเตียง ,บนบันไดโดยลำพัง  หรือทิ้งเด็กให้อยู่ในบ้าน,ในห้องพักเพียงคนเดียว โปรดอย่าลืมนะครับว่า เด็กทารกนั้นมีพลังในการถีบ,การดิ้น และการพลิกตัวอย่างที่พ่อแม่อาจคาดไม่ถึง เด็กวัย 6 เดือนจะคว่ำและหงายได้แล้ว  จึงไม่เหมาะแน่ ถ้าเราจะปล่อยให้เขากลิ้งไปกลิ้งมาเช่นนั้น อยู่บนเตียงโดยไม่มีใครดูแลเด็กวัย 7 เดือน จะคืบได้   ...   9 เดือนคลานได้   ...11เดือนตั้งไข่  และ 1ขวบก็เดินได้ทั้งหมดนี้คือพัฒนาการของลูกที่น่ายินดี จึงควรเปิดโอกาสให้เขาใช้ศักยภาพนั้นให้เต็มที่ โดยพิจารณาให้เหมาะสม ( เช่น เด็กเล็กยังไม่เหมาะกับการสอนข้ามถนน หรือปีนป่ายเครื่องเล่นสูงๆ)และที่สำคัญก็คือ ...ห้ามคลาดสายตาจากลูกอย่างเด็ดขาด

4)  ไม่ได้คำนึงถึงจุดเสี่ยง
จึงขาดการป้องกันโดยสิ้นเชิง ...คู่รักมักจะรู้สึกว่า ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์ขึ้น เมื่อเขามีลูก และรู้สึกภูมิใจที่ได้เปลี่ยนสถานะเป็นคุณพ่อคุณแม่  แต่คุณพ่อคุณแม่หลายคนกลับไม่ยอมเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะยังเคยชินกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ทั้งๆที่ล้วนแล้วแต่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของลูก  ลองคิดภาพพ่อแม่ที่อุ้มลูกน้อย หรือลูกที่คลานหรือเดินเตาะแตะได้แล้วแต่...พื้นบ้านมักจะเปียกน้ำ  ...พื้นห้องครัวลื่นจากคราบน้ำมันเสมอ...บันไดก็ยังวางของระเกะระกะ...ซี่กรงตรงราวบันไดก็ช่างห่างจนลูกอาจร่วงลงไปเมื่อใดก็ได้
...ไม่มีการทำที่กั้นทางขึ้นและทางลง(โดยให้เปิดได้ทางเดียว) ทั้งที่ลูกยังอยู่ในวัยหัดคลาน หรือหัดเดิน  
...ประตูทางออกไประเบียงมักจะเปิดอ้าซ่าไว้เสมอ
...เช่นเดียวกับหน้าต่างที่เด็กจะปีนเล่นได้เสมอ เพราะมีตัวช่วย(โซฟา , โต๊ะ, เก้าอี้ )ที่ตั้งไว้ชิดติดกำแพงใต้บานหน้าต่าง

จริงอยู่... ความกังวลห่วงใยจนเกินไป อาจทำให้เด็กอ่อนแอ และไม่รู้จักการช่วยเหลือตนอง ...ซึ่งก็มีส่วนถูก  แต่หากพ่อแม่จะได้ทำความเข้าใจธรรมชาติแห่งพัฒนาการของลูก ก็จะรู้ว่า นั่น...ไม่ใช่เป็นเรื่อง “เกินไป”แต่อย่างใด ในการที่จะจัดสัดส่วนให้ลงตัวระหว่างเวลาแห่งการทำมาหากิน และเวลาแห่งการใกล้ชิดดูแลลูก ...ไม่ใช่เป็นเรื่องเกินไปแต่อย่างใด ในการเอาใจใส่เลี้ยงดูเด็กๆให้เติบโตขึ้นอย่างมีความสุข มีความปลอดภัย ทั้งร่างกาย และ จิตใจ ... ... ....

จุดเสี่ยง : ของเล่นอันตราย

ขอขอบคุณที่มา : ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
www.csip.org

เอกสาร Download


ที่มา : ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย
และป้องกันการบาดเจ็บในเด็กwww.csip.org
โลกที่เหมาะสมสำหรับเด็ก เด็กกับความปลอดภัย World Fit For Children: Child Safety

แผนการดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยสำหรับเด็กไทย : มาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำในการเลี้ยงดูเด็ก

การจมน้ำในเด็กและการป้องกัน

 
 

 

Professional Safety Officer | Safety PowerPoint Library | Safety Manual | Safety Clips Video | Safety Sign | Fire Prevention
Forklift Accident Case | Construction Vehicle Accident | LockOut/TagOut Safety
| Aroka-Party | Crane Safety | Gas Welding Safety
WebMaster & Admin. :
e-mail : satekulpanich@gmail.com
All Rights Reserved ©2003 - 2008

Back to jorpor.com